เรื่องเล่าจากงานประชุม: 9th Southern Cross Travel and Tropical Medicine Conference ณ เมืองบริสเบน ออสเตรเลีย

18 September 2026

หลายท่านคงคุ้นเคยกับงานประชุมวิชาการขนาดใหญ่ด้าน Travel Medicine และ Tropical Medicine เช่น Conference of the International Society of Travel Medicine อย่างไรก็ตาม งานประชุมในสาขานี้ยังมีการจัดขึ้นในระดับภูมิภาคด้วยเช่นกัน เช่น Asia-Pacific Travel Health Conference สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ส่วนในภูมิภาคโอเชียเนียก็มีงานประชุมสำคัญของตนเอง ได้แก่ Southern Cross Travel and Tropical Medicine Conference (SCTMC)

SCTMC เป็นงานประชุมด้าน Travel Medicine และ Tropical Medicine ที่สำคัญของซีกโลกใต้ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ “Southern Cross” จัดโดย Australasian College of Tropical Medicine ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปี โดยมักหมุนเวียนจัดในเมืองสำคัญของออสเตรเลีย เช่น บริสเบน ซิดนีย์ และเมลเบิร์น

งานประชุมนี้มุ่งเน้นบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานด้าน Travel Medicine และ Tropical Medicine โดยเฉพาะในภูมิภาคโอเชียเนีย ดังนั้น หลายหัวข้อจึงสะท้อนปัญหาสุขภาพของนักเดินทางและโรคติดเชื้อเขตร้อนในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขอบเขตของงานประชุมได้ขยายไปสู่มุมมองระดับนานาชาติมากขึ้น ทั้งในด้านผู้บรรยาย หัวข้อการประชุม และผลงานวิจัยที่นำเสนอจากประเทศนอกภูมิภาคโอเชียเนีย

ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา วงการ Travel Medicine ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ด้านสาธารณสุขที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของ Nipah virus ในบังกลาเทศและอินเดีย การระบาดของ Ebola virus disease ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก การระบาดของ Hantavirus บนเรือสำราญ รวมถึงภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมในเนปาล ขณะเดียวกัน แนวคิดด้านการดูแลสุขภาพก็เริ่มขยายจากมุมมองที่เน้นเฉพาะมนุษย์ ไปสู่แนวคิด One Health และ Planetary Health มากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ งานประชุมในปีนี้จึงให้ความสำคัญกับหัวข้อด้าน disease surveillance, climate change, global health, One Health และ planetary health ควบคู่ไปกับการอัปเดตองค์ความรู้พื้นฐานของ Travel Medicine เช่น malaria และ travel vaccines รวมถึงปัญหาสุขภาพในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักเดินทางจากโอเชียเนีย เช่น แอฟริกา อเมริกาใต้ และปาปัวนิวกินี ทำให้งานประชุมครั้งนี้มีหัวข้อที่หลากหลายและน่าสนใจอย่างยิ่ง

พิธีเปิดงานประชุม

Plenary session นี้ประกอบด้วยหัวข้อย่อยที่สะท้อนภัยคุกคามต่อสุขภาพนักเดินทางในระดับโลก ได้แก่

  • Zoonoses: An unwanted connection บรรยายโดย Professor Lucille Blumberg จากประเทศแอฟริกาใต้ โดยกล่าวถึงโรคติดต่อจากสัตว์สู่นักเดินทางหลายชนิด เช่น Lujo virus ในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้, Marburg virus ในนักเดินทาง รวมถึง Tanapoxvirus และ Parapoxvirus ที่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสสัตว์และสิ่งแวดล้อมในแหล่งท่องเที่ยว เช่น Kruger National Park
  • Climate change: a global threat to traveller and planetary health บรรยายโดย Professor Richard Franklin กล่าวถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อสุขภาพนักเดินทาง เช่น ภัยพิบัติและน้ำท่วมในประเทศเนปาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียจำนวนมาก รวมถึงคลื่นความร้อนที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมร้อนในนักเดินทาง
  • Buzz off! The global expansion of vector-borne diseases บรรยายโดย Assoc. Professor Cameron Webb กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับนิเวศวิทยาของแมลงพาหะนำโรค ซึ่งอาจทำให้โรคติดต่อนำโดยแมลงขยายเข้าสู่พื้นที่ใหม่ และส่งผลต่อความเสี่ยงของนักเดินทางในอนาคต

Symposium นี้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางระบาดวิทยาของโรคมาลาเรียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงปัญหา antimalarial drug resistance ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรักษา โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายเกี่ยวกับการป้องกันมาลาเรียในนักเดินทาง ตลอดจนงานวิจัยเกี่ยวกับสูตรยาป้องกันมาลาเรียรูปแบบใหม่ที่มุ่งลดความยุ่งยากของการรับประทานยา และเพิ่มความสะดวกให้แก่นักเดินทางที่จะเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง

Session นี้เป็นการนำเสนอผลงานวิจัยด้าน Global Health และ Planetary Health ที่หลากหลาย เช่น การประยุกต์แนวคิด sustainable travel เข้ากับ Travel Medicine การศึกษาการกระจายตัวของโรค chikungunya และ dengue ในประเทศมอริเชียส การทำ serosurveillance ของโรคติดเชื้อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนและโรคติดเชื้อเขตร้อนในประเทศซามัว รวมถึงโครงการให้ยาถ่ายพยาธิและวัคซีนโรคหัดแก่เด็กในประเทศบังกลาเทศ

Session นี้กล่าวถึงการดูแลนักเดินทางที่อาจต้องการคำแนะนำหรือการประเมินเฉพาะด้าน เช่น นักเดินทางที่ตั้งครรภ์ นักเดินทางที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกันกลุ่ม biologic agents รวมถึงประเด็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในนักเดินทาง

บรรยายโดย Professor Colleen Lau ซึ่งคัดเลือกงานวิจัยด้าน Travel Medicine ที่น่าสนใจในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เช่น ผลข้างเคียงของวัคซีนไข้เลือดออกในนักเดินทาง ความคงอยู่ของภูมิคุ้มกันหลังได้รับวัคซีน Japanese encephalitis การประยุกต์ใช้ ChatGPT ใน Travel Medicine และภาวะโรคประจำตัวในนักเดินทางที่เดินทางไปพื้นที่สูง เป็นต้น

เป็นการบรรยายสั้นโดยผู้เชี่ยวชาญ 7 ท่าน เน้น tips and tricks ตลอดจนการอัปเดตสถานการณ์ด้าน Travel Medicine ตัวอย่างหัวข้อ ได้แก่ Rabies vaccination update โดย Dr. Deb Mills, Hantavirus pulmonary syndrome outbreak response in returned travellers: South Africa, 2026 โดย Professor Lucille Blumberg, Nipah virus: A re-emerging threat to traveller health โดย Professor Priscilla Rupali และ The older traveller โดย Professor Marc Shaw

นอกเหนือจากหัวข้อวิชาการที่น่าสนใจแล้ว ในปีนี้แพทย์และแพทย์ประจำบ้านด้าน Travel Medicine จากประเทศไทยยังมีบทบาทในการนำเสนอผลงานวิชาการอย่างโดดเด่น โดยมีผลงาน poster presentation 2 เรื่อง, oral presentation 1 เรื่อง และการบรรยายในฐานะ speaker 2 เรื่อง ดังนี้

นำเสนอในรูปแบบ Poster โดย นพ. คามิน สีหะมงคล แพทย์ประจำบ้านชั้นปีที่ 1 จากสถาบันเวชศาสตร์ป้องกันศึกษา งานวิจัยนี้เป็น systematic review ที่ศึกษาความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนตาม Expanded Program on Immunization (EPI) ในเด็กข้ามชาติและเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทย รวมถึงปัจจัยที่สัมพันธ์กับการได้รับวัคซีนไม่ครบตามเกณฑ์

นำเสนอในรูปแบบ Oral Presentation โดย อ. นพ. สกานต์ เจริญสกุลไชย อาจารย์จากหน่วยเวชศาสตร์การเดินทางและสุขภาพโลก ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ การศึกษานี้เป็น scoping review ที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับระบบเฝ้าระวังโรคเท้าช้าง การรายงานผู้ป่วย และประเด็นท้าทายของการเฝ้าระวังโรคเท้าช้างในประเทศไทย ภายหลังประเทศไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกว่าสามารถกำจัดโรคเท้าช้างในฐานะปัญหาสาธารณสุขได้ในปี 2017

นำเสนอในรูปแบบ Poster โดย อ. นพ. มนัสวิน อ่อนหวาน อาจารย์จากหน่วยเวชศาสตร์การเดินทางและสุขภาพโลก ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ งานวิจัยนี้ศึกษาการติดเชื้อไวรัสทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่ COVID-19 และ RSV ในผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ณ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ แม้การระบาดใหญ่ของ COVID-19 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ไวรัสทางเดินหายใจเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะในประชากรกลุ่มเสี่ยง และหลายโรคสามารถป้องกันหรือลดความรุนแรงได้ด้วยวัคซีน ผลงานนี้ยังได้รับรางวัล Best Poster (Early Career Researcher) Award อีกด้วย

นอกจากผลงานของแพทย์และแพทย์ประจำบ้านด้าน Travel Medicine จากประเทศไทยแล้ว ยังมีผู้บรรยายจากประเทศไทยอีกท่าน ได้แก่ รศ. ดร. ภูมิ อดิศักดิ์วัฒนา จากภาควิชาปรสิตหนอนพยาธิ คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งบรรยายหัวข้อ Taming immunity with helminth biology: Trichinella spiralis immunomodulators for the future development of immune disorder therapy ใน Workshop: Tropical Infectious Disease Symposium

นอกจากการรับฟังการบรรยายและนำเสนอผลงานวิชาการแล้ว SCTMC ยังมีกิจกรรมหลากหลายที่มุ่งส่งเสริมการสร้างเครือข่ายระหว่างผู้เข้าร่วมงาน เช่น Welcome Reception, Early Career Researcher and Student Networking Dinner และ Travel Medicine Alliance (TMA) Dinner

กิจกรรมเหล่านี้เป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้แพทย์ Travel Medicine จากประเทศไทยได้สร้างความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมวิชาชีพจากภูมิภาคโอเชียเนีย

สำหรับผู้เขียนซึ่งเคยมีโอกาสเดินทางมา Elective ที่ University of Queensland เมื่อปีก่อน การกลับมาบริสเบนครั้งนี้ยังเป็นโอกาสให้ได้พบกับเพื่อนร่วมงานและผู้ใหญ่ในวงการ Travel Medicine อีกครั้ง เช่น Professor Colleen Lau, Assoc. Professor Luis Furuya-Kanamori และ Professor Jenny Visser ดังนั้น นอกจากการสร้างเครือข่ายใหม่แล้ว งานประชุมครั้งนี้ยังเป็นเสมือนโอกาสในการกลับมาพบปะและรำลึกถึงประสบการณ์ดี ๆ ที่เคยเกิดขึ้นในบริสเบนอีกครั้ง

ภาพบรรยากาศภายในงาน 9th SCTMC และ ภาพงานเลี้ยงสังสรรค์หลังงานประชุมกับกลุ่ม Travel Medicine Alliance จัดโดย Dr. Deb Mills และ Professor Colleen Lau

งานประชุม SCTMC ในปีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายและพัฒนาการของ Travel Medicine และ Tropical Medicine ได้อย่างชัดเจน โดยมีการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางคลินิกเข้ากับสถานการณ์สุขภาพโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนแนวคิด One Health และ Planetary Health มากขึ้น

จึงน่าสนใจติดตามว่าในการประชุม 10th Southern Cross Travel and Tropical Medicine Conference ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2570 ณ เมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย จะมีหัวข้อและมุมมองใหม่ ๆ ใดเพิ่มขึ้นอีกบ้าง และน่าจะเป็นอีกหนึ่งเวทีที่แพทย์และบุคลากรด้าน Travel Medicine จากประเทศไทยสามารถเข้าร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายกับผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศได้อย่างมีคุณค่า

บทความโดย อ. นพ. สกานต์ เจริญสกุลไชย
หน่วยเวชศาสตร์การเดินทางและสุขภาพโลก ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

บทความอื่นที่น่าสนใจ

17 September 2026
บทความทั่วไป
ยุโรปร้อนกว่าที่คิด! ถ้าเจอ Heat Wave ต้องทำอย่างไร

ภาพจำของยุโรปอาจเป็นอากาศเย็น เดินเล่นได้ทั้งวัน และกลางคืนต้องมีเสื้อคลุม แต่หน้าร้อนของยุโรปในปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป รายงานภูมิอากาศยุโรปฉบับล่าสุดระบุว่า คลื่นความร้อนในปี 2025 แผ่ตั้งแต่บริเวณอาร์กติกถึงแถบเมดิเตอร์เรเนียน[1] ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุในเดือนกรกฎาคม 2026 ว่า หลายพื้นที่ของยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากคลื่นความร้อน ระดับ “ปานกลาง” และบางประเทศมีอุณหภูมิ สูงกว่า 40°C[2]   สำหรับนักเดินทาง ความร้อนจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “เที่ยวไม่สนุก”แต่อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ควรวางแผนเตรียมรับมือตั้งแต่ก่อนออกจากโรงแรม ทำไมอุณหภูมิ 32°C จึงอาจร้อนกว่าที่คิด? อย่าประเมินความเสี่ยงจากอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว นักท่องเที่ยวเดินกลางแจ้งต่อเนื่องหลายชั่วโมง เดินขึ้นลงเนินหรือบันได แบกสัมภาระ และบางครั้งนอนน้อยจาก jet lag ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ร่างกายของผู้ที่เดินทางมาจากสภาพอากาศที่ต่างกันอาจยัง ไม่คุ้นชินกับความร้อน และที่พักหลายแห่งในยุโรปได้รับการออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่น จึงอาจไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนได้ดี ทำให้อุณภูมิในห้องสูงต่อเนื่องและรบกวนการนอน ใครควรระวังเป็นพิเศษ? ความร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เพิ่มภาระต่อระบบไหลเวียนโลหิต และอาจกระตุ้นโรคประจำตัวเดิม ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากอากาศร้อนเพิ่มขึ้น[3] ขณะที่คนวัยหนุ่มสาวก็เกิดฮีตสโตรกได้ โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหนัก เช่น ปีนเขา วิ่ง หรือปั่นจักรยานกลางแดดเป็นเวลานาน กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ก่อนออกจากโรงแรม เตรียมตัวอย่างไร? หลักง่ายๆ คือ […]

Heat-related
อ่านเพิ่มเติม
4 August 2026
บทความทั่วไป
ก่อนไปต่างประเทศ…ทำไมหมอถึงอยากให้คุณแวะ “คลินิกเวชศาสตร์การเดินทาง” สักครั้ง?

ไม่ว่าจะเป็นวิวภูเขาสูงของประเทศจีน เส้นทางเดินเขาสุดท้าทายในเนปาล ภาพการอพยพของสัตว์ในทวีปแอฟริกา หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางประวัติศาสตร์อย่างมาชูปิกชู ล้วนแต่เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นเต้นและน่าดึงดูดสำหรับนักเดินทางทั้งสิ้น หลายคนวางแผนการเดินทางอย่างละเอียด ทั้งจองตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วรถไฟ จองโรงแรม เช็กสภาพอากาศ วางแผนสถานที่ท่องเที่ยว อาหารที่จะรับประทาน หรือแม้แต่แผนการแต่งตัวในแต่ละวัน แต่กลับลืมเตรียมสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ การเตรียมความพร้อมด้าน “สุขภาพ” หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ “คลินิกเวชศาสตร์การเดินทาง (Travel Medicine Clinic)” มาก่อน แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในจุดแวะที่แพทย์แนะนำให้ผู้ที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ควรไปพบก่อนออกเดินทางสักครั้ง คลินิกเวชศาสตร์การเดินทางคืออะไร? คลินิกเวชศาสตร์การเดินทางเป็นหน่วยบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ที่ให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพผู้ที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลด้านการท่องเที่ยว การทำงาน การศึกษาต่อ การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหลังการเดินทาง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แพทย์ในคลินิกจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโรคติดต่อ วัคซีน และความเสี่ยงสุขภาพที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของโลก ทำไมแพทย์ถึงแนะนำให้แวะก่อนเดินทาง? 1. ประเมินความเสี่ยงตามจุดหมายปลายทาง โรคระบาดและความเสี่ยงด้านสุขภาพในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน บางพื้นที่อย่างในทวีปแอฟริกามีความเสี่ยงเรื่อง ไข้เหลือง ไข้มาลาเรีย ซึ่งแม้อาจจะเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศเหล่านั้น แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่คนไทยเราอาจยังไม่คุ้นชินมากนัก 2. รับวัคซีนที่จำเป็นและทันเวลา วัคซีนบางชนิดจำเป็นต้องฉีดล่วงหน้าก่อน เช่น วัคซีนไข้เหลือง ซึ่งควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย […]

อ่านเพิ่มเติม
31 May 2026
บทความทั่วไป
ฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่ไหนให้ปลอดภัยและได้รับหนังสือรับรองที่ถูกต้องตามกฎหมาย?

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปยังประเทศในทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ มีเรื่องสำคัญด้านสุขภาพอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ “วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง” (Yellow Fever Vaccine) หลายคนทราบดีว่าวัคซีนชนิดนี้ช่วยป้องกันโรคไข้เหลือง ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะและพบได้ในหลายประเทศในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ แต่สิ่งที่นักเดินทางจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่ทราบ คือ การได้รับวัคซีนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้รับ “หนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค” (International Certificate of Vaccination or Prophylaxis: ICVP) ที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วัคซีนไข้เหลืองสำคัญต่อการเดินทางอย่างไร? หลายประเทศกำหนดให้ผู้เดินทางต้องแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนไข้เหลืองก่อนออกวีซ่าหรือก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค แม้บางประเทศอาจไม่มีข้อบังคับดังกล่าว แต่ผู้เดินทางที่มีแผนไปยังพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรคก็ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์การเดินทาง เพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนและลดความเสี่ยงจากติดเชื้อไข้เหลืองระหว่างการเดินทาง กลับประเทศไทย ต้องแสดงเอกสารอะไรบ้าง? แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่เคยมีการระบาดของโรคไข้เหลือง แต่ประเทศไทยมียุงพาหะที่สามารถแพร่เชื้อได้ หากมีผู้ติดเชื้อเข้ามาในประเทศ อาจก่อให้เกิดการระบาดในประเทศไทยได้ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดให้โรคไข้เหลืองเป็นโรคติดต่ออันตราย และมีมาตรการควบคุมโรคสำหรับผู้เดินทางที่มาจาก หรือแวะต่อเครื่อง (Transit) ใน 42 ประเทศเขตติดโรคไข้เหลือง ผู้เดินทางเหล่านี้จะต้องแสดงเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนไข้เหลืองต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หนังสือรับรองจะมีผลใช้ได้เมื่อพ้น 10 วันหลังจากการฉีดวัคซีนครั้งแรก หรือมีผลทันทีในกรณีที่เป็นการฉีดกระตุ้น (revaccination) และมีอายุการใช้บังคับตลอดชีพของผู้เดินทางนั้น หากไม่สามารถแสดงเอกสารได้ หรือเอกสารไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเอกสารยังไม่มีผลบังคับใช้ […]

ICVP
yellow fever
หนังสือรับรอง
ไข้เหลือง
อ่านเพิ่มเติม