ภาพจำของยุโรปอาจเป็นอากาศเย็น เดินเล่นได้ทั้งวัน และกลางคืนต้องมีเสื้อคลุม แต่หน้าร้อนของยุโรปในปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป รายงานภูมิอากาศยุโรปฉบับล่าสุดระบุว่า คลื่นความร้อนในปี 2025 แผ่ตั้งแต่บริเวณอาร์กติกถึงแถบเมดิเตอร์เรเนียน[1] ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุในเดือนกรกฎาคม 2026 ว่า หลายพื้นที่ของยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากคลื่นความร้อน ระดับ “ปานกลาง” และบางประเทศมีอุณหภูมิ สูงกว่า 40°C[2]
สำหรับนักเดินทาง ความร้อนจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “เที่ยวไม่สนุก”แต่อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ควรวางแผนเตรียมรับมือตั้งแต่ก่อนออกจากโรงแรม
ทำไมอุณหภูมิ 32°C จึงอาจร้อนกว่าที่คิด?
อย่าประเมินความเสี่ยงจากอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว นักท่องเที่ยวเดินกลางแจ้งต่อเนื่องหลายชั่วโมง เดินขึ้นลงเนินหรือบันได แบกสัมภาระ และบางครั้งนอนน้อยจาก jet lag ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยากขึ้น
นอกจากนี้ ร่างกายของผู้ที่เดินทางมาจากสภาพอากาศที่ต่างกันอาจยัง ไม่คุ้นชินกับความร้อน และที่พักหลายแห่งในยุโรปได้รับการออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่น จึงอาจไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนได้ดี ทำให้อุณภูมิในห้องสูงต่อเนื่องและรบกวนการนอน
ใครควรระวังเป็นพิเศษ?
ความร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เพิ่มภาระต่อระบบไหลเวียนโลหิต และอาจกระตุ้นโรคประจำตัวเดิม ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากอากาศร้อนเพิ่มขึ้น[3] ขณะที่คนวัยหนุ่มสาวก็เกิดฮีตสโตรกได้ โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหนัก เช่น ปีนเขา วิ่ง หรือปั่นจักรยานกลางแดดเป็นเวลานาน
กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่
- ผู้สูงอายุ ≥ 65 ปี โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางคนเดียว
- เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ หรือเบาหวานอาจมีความเสี่ยงจากความร้อนเพิ่มขึ้น เนื่องจากความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายอาจลดลงเมื่อเผชิญกับอากาศร้อน [4]
- ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันบางกลุ่ม ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic สูง ยากลุ่ม adrenaline ยารักษาโรคพาร์กินสัน และยากลุ่ม non-selective beta-blockers เพราะยากลุ่มนี้พบว่าเพิ่มอุณหภูมิแกนกลางและรบกวนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย [5] ดังนั้นไม่ควรหยุดหรือปรับยาเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเดินทาง
ก่อนออกจากโรงแรม เตรียมตัวอย่างไร?
หลักง่ายๆ คือ หลบแดด – จิบน้ำ – พักในที่เย็น – เช็กเพื่อนร่วมทาง
- เช็กสภาพอากาศก่อนออกจากที่พัก ทั้งอุณหภูมิจริง ค่าความร้อนที่รู้สึกได้ และประกาศเตือนของเมือง หากมีคำเตือนระดับส้มหรือแดง ให้ปรับแผนการเดินทาง
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงร้อนที่สุด เลื่อนกิจกรรมไปช่วงเช้าตรู่หรือเย็น และสลับกับกิจกรรมในสถานที่เย็น เช่นพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร ห้องสมุด หรือศูนย์การค้าที่มีเครื่องปรับอากาศ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวันในสถานที่เย็นเมื่ออากาศร้อนจัด[6]
- ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ พกน้ำและจิบบ่อย ๆ โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ หากเหงื่อออกมากอาจใช้สารละลายเกลือแร่ และควรจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
- แต่งกายให้เหมาะสม เลือกใส่เสื้อผ้าบาง สีอ่อน และหลวม สวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด และใช้ครีมกันแดด
- เลือกที่พักที่มีเครื่องปรับอากาศ
- เดินทางเป็นกลุ่มและดูแลกัน โดยเฉพาะเมื่อเดินทางกับผู้สูงอายุหรือคนที่มีโรคประจำตัว ควรแชร์แผนการท่องเที่ยวและหมั่นสังเกตอาการของกันและกัน
เพลียแดด หรือ ฮีตสโตรก?
“สิ่งสำคัญที่สุดคือแยกให้ออกว่าเป็น heat exhaustion หรือ heat stroke เพราะอย่างหลังเป็นภาวะฉุกเฉิน”
1) เพลียแดด (Heat exhaustion)
มักมีเหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เวียนหัว คลื่นไส้ กระหายน้ำ ตะคริว ใจเต้นเร็ว หรือหน้ามืด แต่ยังรู้สึกตัวและพูดคุยรู้เรื่อง ให้หยุดกิจกรรมทันที พาเข้าที่ร่มหรือห้องแอร์ พยายามถอดเสื้อผ้าส่วนเกิน ช่วยลดความร้อนด้วยน้ำเย็น ผ้าเปียก และพัดลม หากยังรู้สึกตัวดีและไม่อาเจียน สามารถจิบน้ำเย็นหรือเกลือแร่ได้ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรรีบพบแพทย์
2) ฮีตสโตรก (Heat stroke) = ภาวะฉุกเฉิน
สัญญาณสำคัญที่สุดคือ “สมองเริ่มผิดปกติ” เช่น สับสน พูดไม่รู้เรื่อง เดินเซ ก้าวร้าวผิดปกติ ชัก หรือหมดสติ ร่วมกับตัวร้อนมาก อุณหภูมิร่างกายอาจสูงถึง 40°C และอาจพบว่าผิวแห้งหรือยังมีเหงื่อก็ได้
หากสงสัยว่าเป็น ฮีตสโตรก ให้โทร 112 ทันที และเริ่มทำให้ร่างกายเย็นลงระหว่างรอความช่วยเหลือ โดย 112 เป็นหมายเลขฉุกเฉินที่โทรฟรีทั่วสหภาพยุโรป[7]
ระหว่างรอความช่วยเหลือ: “Cool first, transport second”
- พาผู้ป่วยออกจากแดดหรือความร้อน ไปยังบริเวณที่เย็นที่สุด ถอดเสื้อผ้าส่วนเกิน เพื่อไม่ขัดขวางทางระบายความร้อน
- เริ่มลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว (Rapid cooling) เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาฮีตสโตรก โดยการพรมน้ำหรือราดน้ำ ใช้พัดลม และประคบเย็นบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ ประคบเย็นบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ หากเป็นฮีตสโตรกจากการออกแรง การแช่ร่างกายในน้ำเย็นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง งานวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการลดอุณหภูมิเร็วกว่า 0.15°C ต่อนาที มีอัตราเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนต่ำกว่า [8]
- หากพบผู้ป่วยหมดสติ ไม่หายใจให้เริ่ม CPR และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ 112
- หลีกเลี่ยงการให้น้ำหรือยาใด ๆ ทางปาก หากผู้ป่วยมีอาการสับสน ชัก หมดสติ หรืออาเจียน เพราะอาจทำให้สำลักได้
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- อย่าคิดว่าเป็นเพียงไข้และให้ยาลดไข้ หากพบผู้ป่วยมีอาการสับสน พูดไม่รู้เรื่อง เดินเซ ชัก หรือหมดสติหลังสัมผัสความร้อน ให้คิดถึง ฮีตสโตรกและขอความช่วยเหลือทันที เพราะยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน ไม่ได้แก้กลไกของฮีตสโตรก
- อย่าฝืนทำกิจกรรมหรือเดินกลางแจ้งต่อ หากมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสความร้อน หยุดกิจกรรมและพาออกจากความร้อนทันที ไม่ควรเดินกลางแจ้งต่อ
- อย่ารอรถพยาบาลโดยไม่เริ่มลดความร้อน ให้เริ่มทำร่างกายให้เย็นลงทันทีด้วยวิธีที่ทำได้เช่น ใช้น้ำ ผ้าเปียก และพัดลม รวมถึง cold pack ตามทรัพยากรที่มี [9]
ควรทำอย่างไร ถ้าหากห้องพักไม่มีเครื่องปรับอากาศ
ในช่วงกลางวัน ปิดม่าน มู่ลี่ หรือบานเกล็ดด้านที่โดนแดด และปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเปิดหน้าต่างหากอากาศข้างนอกร้อนกว่าภายในห้อง เมื่อถึงอุณหภูมิภายนอกลดลงจึงค่อยเปิดหน้าต่างระบายความร้อน ใช้ผ้าปูที่นอนบางๆ และอาบน้ำเย็นเพื่อช่วยคลายร้อน หากห้องยังร้อนจัดควรย้ายไปอยู่สถานที่เย็น เช่น ล็อบบี้ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การค้า หรือ cooling centre ของเมือง [6]
โดยสรุป อย่าประเมินความเสี่ยงจากความร้อนโดยดูจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ความชื้น แสงแดด ระยะเวลาและความหนักของกิจกรรม อุณหภูมิในช่วงกลางคืน โรคประจำตัวและยาที่ใช้เป็นประจำ หากมีอาการ มึนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลียระหว่างสัมผัสอากาศร้อน ให้หยุดกิจกรรมและหาที่เย็นทันที ไม่ควรฝืนเที่ยวต่อ และหากพบผู้ป่วยมีอาการสับสน ชัก หรือหมดสติ ให้คิดถึงฮีตสโตรกไว้ก่อนเสมอ
บทความโดย
นพ. พัชรพล วิทยเตชะกุล
แพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 3
[1] WMO & Copernicus Climate Change Service (2026). European State of the Climate 2025. Publication, 29 Apr 2026.
[2] World Health Organization (2026). WHO Rapid Risk Assessment – Heatwave, WHO European Region v.1. Rapid risk assessment, 23 Jul 2026.
[3] Günsche S, Borg MA, et al. (2026). Mortality, morbidity and healthcare costs of short-term high temperatures and heatwaves exposure in older populations: a global systematic review and meta-analysis. Environment International 208:110129. DOI: 10.1016/j.envint.2026.110129.
[4] Schäfer I, Paucke V, et al. (2026). Association between psychosocial factors and adverse effects of light-to-moderate ambient heat in patients with chronic diseases: results of the prospective cohort study CLIMATE-II. BMC Medicine 24. DOI: 10.1186/s12916-026-04622-4.
[5] Tews LM, Abazia DT, et al. (2026). Recognizing and Mitigating the Effects of Medication on Heat-Related Illness in Older Adults: A Scoping Review. Pharmacy 14. DOI: 10.3390/pharmacy14030074.
[6] WHO Regional Office for Europe (2026). #KeepCool in the heat. Fact sheet, 8 Jun 2026.
[7] European Commission (2026). 112 – the EU’s emergency phone number. Official EU guidance.
[8] Cong S-q, Zheng G, et al. (2025). Pre-hospital cooling in community-acquired heat stroke (CAHS): evidence, challenges, and strategies. European Journal of Medical Research 30. DOI: 10.1186/s40001-025-02628-x.
[9] Birkun A. (2026). Heat Illness: a Review of Current First Aid Guidelines. Disaster Medicine. DOI: 10.33266/2070-1004-2026-1-66-73.




