งูเห่า

18 November 2024

โดย  ศ.นพ.มุกดา  ตฤษณานนท์

     การเดินทางท่องเที่ยวตามป่าเขาและทุ่งนา  อาจพบกับพวกงูบางชนิด  ซึ่งเป็นงูมีพิษ  และอาจทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  ดังจะได้กล่าวต่อไป

     งูเห่าเป็นสัตว์ที่มีพิษ  ซึ่งมีผลต่อประสาท  พบได้ทั่วไปในประเทศไทย  งูเห่าจะแผ่แม่เบี้ยเห็นชัดเจน   ที่หัวมีดอกจันท์  บางชนิดอาจจะไม่มีการก็ได้  ลำตัวสีค่อนข้างดำ  งูโดยมากมักจะหนี  ไม่ใช่จะกัดเราง่าย ๆ นอกจากจะไปเหยียบตัวงูเข้า  หรืองูตกใจ  ส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกกัดมักจะไปเหยียบ  งูจะฉกกัดทันทีอย่างรวดเร็ว  บางทีเรามองไม่เห็นงูด้วยซ้ำไป  งูมักจะอยู่ในที่มืด เช่น ตามใต้ท่อนไม้ซึ่งผุ  ตามใต้ก้อนหินหรือหลบอยู่ตามพงหญ้า  ตามทุ่งนาเป็นต้น  งูมีพิษจะมีเขี้ยว 2  เขี้ยว  เมื่อฉกกัดจะเห็นเป็นรอยเขี้ยวเป็นรู 2 รู  มีเลือดออกซิบ ๆ มีอาการเจ็บ  เสียวแปลบ  ปวดมากพอสมควร  ผู้ถูกกัดจะรู้สึกทันที

    ถ้าถูกกัดด้วยงูเห่าซึ่งมีตัวใหญ่  และปล่อยพิษเข้าไปมาก  จะเกิดอาการภายใน  20  นาที  อาการจะเริ่มต้นด้วยมีอาการงงที่ศรีษะ, ปวดเมื่อย  ต่อไปมีอาการหนังตาตก ลืมตาไม่ขึ้น  อ้าปากไม่ค่อยได้  พูดจาอ้อมแอ้ไม่คอยรู้เรื่อง  เนื่องจากมีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อ  เนื่องจากงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม  จะมีพิษเกี่ยวกับระบบประสาท  ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต  ซึ่งจะเริ่มต้นที่กล้ามเนื้อเล็กก่อน  เช่น หนังตาทำให้หนังตาตกก่อน  ต่อไปจะลุกลามไปที่กล้ามเนื้ออื่น ๆ เช่น  ลิ้น  ที่ปาก  ที่แขน  และขาไม่มีแรง ไม่สามารถยืนได้  เกิดอัมพาต  ต่อไปจะไม่รู้สึกตัว (Coma)  และเริ่มมีอาการหายใจผิดปกติ   บางครั้งทำท่าจะหยุดการหายใจ   แสดงว่าเริ่มมีกล้ามเนี้อเกี่ยวกับการหายใจอ่อนแรงมาก    และในที่สุดจะหยุดหายใจ    และถึงแก่ความตายถ้าพิษเข้าไปมากอาจจะถึงแก่ความตามทันที  ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเกิดอาการจนกระทั่งหยุดหายใจประมาณ 1.5 ชม.  ฉะนั้นเมื่อถูกงูกัดจะต้องรีบนำส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยด่วนก่อนหยุดหายใจ  เมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์จะใส่เครื่องช่วยหายใจและฉีดเซรุ่มแก้พิษงูให้  ทำให้ไม่เป็นอัมพาต

    งูเห่าบางชนิดสามารถพ่นพิษได้  งูเห่าที่พ่นพิษได้นี้จะสังเกตุเห็นได้ง่ายคือ  เวลาแผ่แม่เบี้ยจะเห็นเป็นรูปตัว U ไม่เป็นดอกจันท์อย่างที่เคยเห็น  แต่มีบางชนิดที่พ่นพิษได้โดยไม่มีดอกจันท์และตัว U เวลาแผ่แม่เบี้ยจะเห็นเป็นสีดำเฉย ๆ  เวลาพ่นพิษจะพ่นได้ไกลประมาณ  2  เมตร  อาจจะพ่นเข้าตาได้  ถ้านั่งอยู่ใกล้ ๆ  ฉะนั้น  เมื่อถูกพ่นพิษเข้าตาจำต้องรีบล้างตาโดยเร็วเพื่อล้างพิษออกไป  มิฉะนั้น  จะทำให้ตาเป็นแผลและตาบอดได้  แต่อย่างไรก็ตาม  ถ้ายืนอยู่งูจะพ่นไม่ถึงตา  เพียงแต่ถูกบริเวณเข่าเท่านั้นจึงต้องระวังให้ดี

หลักปฏิบัติขั้นแรกเมื่อถูกงูกัด  (การปฐมพยาบาล) 

ก. ทำความสะอาดแผลที่ถูดงูกัดด้วยยาฆ่าเชื้อ  เช่น แอลกอฮอล์  หรือทิงเจอร์ไอโอดีน

ข. อย่าตื่นตกใจเกินไป  และควรพาผู่ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยที่ใกล้ที่สุด  โดยนำเอาซากงูที่กัดไปด้วย (ถ้ามี)  เพื่อวามถูกต้องในการรักษา

ค. ไม่ควรนำเอาใบไม้  รากไม้  หรือสมุนไพรต่าง ๆ มาใส่แผลเพราะจะทำให้แผลสกปรกเกิดการติดเชื้อ  และอาจเป็นบาดทะยักได้  หรือการรักษาโดยหมอกลางบ้านทำให้เสียเวลาและทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องช้าไป

ง. ตำแหน่งขาหรือแขนที่ถูกกัดควรให้เคลื่อนไหวน้อยที่สุด  โดยใช้ไม้กระดาน  หรือกระดาษแข็ง ๆ รองหรือดามไว้  ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีพอ ๆ กับการขันเชนาะแน่น

จ. ถ้าจะขันเชนาะต้องผ้า  โดยรัดเหนือตำแหน่งที่ถูกกัด  รัดแน่นปานกลางพอที่จะใช้นิ้มมือ 1นิ้ว  สอดระหว่างผ้ากับผิวหนังที่รัดได้  จุดมุ่งหมายของการรัดแบบนี้  เพื่อบังคับให้ส่วนที่ถูกกัดเคลื่อนไหวน้อยที่สุด  (ห้ามใช้เชือกหรืองยางรัดเด็ดขาด)

ฉ. ห้ามดื่มของมึนเมา  หรือกินยากลางบ้าน  เนื่องจากอาจเกิดการสำลัก  และอาเจียน  หรือบดบังอาการของอาการแสดงจริงที่เกิดจากพิษงูได้  และทำให้พิษงูกระจายไปมาอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากของมึนเมาอาจจะแอลกอฮอล์อยู่ด้วย

การขันเชนาะควรใช้ในกรณีใด 

       ตำแหน่งที่ถูกกัด  ถ้าไม่ตรงกับเส้นเลือด  ไม่จำเป็นต้องขนเชนาะ  เพราะพิษงูส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมไปทางหลอดน้ำเหลือแต่ถ้าเป็นกรณีถูกงูกัดตรงตำแหน่งเส้นเลือด  ก็จะเหมือนการฉีดพิษเข้าสู่เส้นเลือดโดยตรง  การขันเชนาะก็จำเป็น  อย่างไรก็ตามคนทั่วไปไม่ใช่แพทย์จะไม่ทราบ  ดังนั้นเห็นว่าควรแนะให้ขันเชนสะไว้ก่อนจะปลอดภัยกว่า การขันเชนาะ  ต้องรัดเหนือตำแหน่งที่ถูกกัด  รัดแน่นพอที่จะใช้นิ้วมือ  1 นิ้ว  สอดระหว่างผ้ากับผิวหนังที่รัดไม่รัดแน่นจนเลือดไม่สามารถไปลี้ยงอวัยวะส่วยปลายนั้นได้เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อนั้นตาย (Gangrene)

การป้องกันการถูกงูกัด 

    การป้องกันไม่ให้งูกัดทำได้  แต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับเวลา  สถานที่  และโอกาส  โดยปกติแล้ว  นิสัยของงูจะไม่เลื้อยมากัด  หรือทำร้ายมนุษย์โดยตรง  พิษของงูมีไว้เพื่อจับสัตว์เป็นอาหาร  งูจะกลัวคนเช่นเดียวกันกับคนกลัวงู  ส่วนใหญ่คนถูกงูกัดจะเป็นไปโดยบังเอิญ  เช่น เหยียบงูหรือเข้าใกล้งู  การที่งูกัดคนเป็นการป้องกันตัว (defensive mechanism)  ดังนั้น  ก่อนเดินเข้าป่าควรระวังและป้องกันโดยใส่กางเกงขายาว  เสื้อแขนยาว  สวมรองเท้าหุ้มส้น  ยิ่งเป็นรองเท้าบู๊ทยิ่งดี  มือถือไม้แกว่งไปมาระหว่างเดินป่า  เพื่อให้เกิดเสียงดังงูจะได้หนีไปก่อน  ไม่ควรเดินป่าในเวลากลางคืน  แต่ถ้าจำเป็นควรมีไฟฉายติดมือไปด้วย  จะทำให้การเดินป่าปลอดภัยขึ้น  การที่ชาวสวนยางพาราภาคใต้  หรือชาวสาวนผลไม้ภาคตะวันออกใส่รองเท้าบู๊ทเวลาทำงาน  จะทำให้ลดอันตรายเสี่ยงต่อการถูกงูกะปะกัดลงได้  แต่ชาวนาซึ่งทำงานในท้องนาที่เป็นน้ำ  และโคลน  การใส่รองเท้าอาจทำงานไม่สะดวก  ควรลดความเสี่ยงโดยวิธีอื่น  เช่น  พยามยามเดินในที่ที่ไม่รก  และเวลาเสร็จงานแล้วเดินทางกลับควรใส่รองเท้าจะช่วยได้บ้าง

Cover photo credit : Pixabay License / Pexels

งู
ปฐมพยาบาล

บทความอื่นที่น่าสนใจ

17 September 2026
บทความทั่วไป
ยุโรปร้อนกว่าที่คิด! ถ้าเจอ Heat Wave ต้องทำอย่างไร

ภาพจำของยุโรปอาจเป็นอากาศเย็น เดินเล่นได้ทั้งวัน และกลางคืนต้องมีเสื้อคลุม แต่หน้าร้อนของยุโรปในปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป รายงานภูมิอากาศยุโรปฉบับล่าสุดระบุว่า คลื่นความร้อนในปี 2025 แผ่ตั้งแต่บริเวณอาร์กติกถึงแถบเมดิเตอร์เรเนียน[1] ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุในเดือนกรกฎาคม 2026 ว่า หลายพื้นที่ของยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากคลื่นความร้อน ระดับ “ปานกลาง” และบางประเทศมีอุณหภูมิ สูงกว่า 40°C[2]   สำหรับนักเดินทาง ความร้อนจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “เที่ยวไม่สนุก”แต่อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ควรวางแผนเตรียมรับมือตั้งแต่ก่อนออกจากโรงแรม ทำไมอุณหภูมิ 32°C จึงอาจร้อนกว่าที่คิด? อย่าประเมินความเสี่ยงจากอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว นักท่องเที่ยวเดินกลางแจ้งต่อเนื่องหลายชั่วโมง เดินขึ้นลงเนินหรือบันได แบกสัมภาระ และบางครั้งนอนน้อยจาก jet lag ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ร่างกายของผู้ที่เดินทางมาจากสภาพอากาศที่ต่างกันอาจยัง ไม่คุ้นชินกับความร้อน และที่พักหลายแห่งในยุโรปได้รับการออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่น จึงอาจไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนได้ดี ทำให้อุณภูมิในห้องสูงต่อเนื่องและรบกวนการนอน ใครควรระวังเป็นพิเศษ? ความร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เพิ่มภาระต่อระบบไหลเวียนโลหิต และอาจกระตุ้นโรคประจำตัวเดิม ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากอากาศร้อนเพิ่มขึ้น[3] ขณะที่คนวัยหนุ่มสาวก็เกิดฮีตสโตรกได้ โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหนัก เช่น ปีนเขา วิ่ง หรือปั่นจักรยานกลางแดดเป็นเวลานาน กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ก่อนออกจากโรงแรม เตรียมตัวอย่างไร? หลักง่ายๆ คือ […]

Heat-related
อ่านเพิ่มเติม
4 August 2026
บทความทั่วไป
ก่อนไปต่างประเทศ…ทำไมหมอถึงอยากให้คุณแวะ “คลินิกเวชศาสตร์การเดินทาง” สักครั้ง?

ไม่ว่าจะเป็นวิวภูเขาสูงของประเทศจีน เส้นทางเดินเขาสุดท้าทายในเนปาล ภาพการอพยพของสัตว์ในทวีปแอฟริกา หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางประวัติศาสตร์อย่างมาชูปิกชู ล้วนแต่เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นเต้นและน่าดึงดูดสำหรับนักเดินทางทั้งสิ้น หลายคนวางแผนการเดินทางอย่างละเอียด ทั้งจองตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วรถไฟ จองโรงแรม เช็กสภาพอากาศ วางแผนสถานที่ท่องเที่ยว อาหารที่จะรับประทาน หรือแม้แต่แผนการแต่งตัวในแต่ละวัน แต่กลับลืมเตรียมสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ การเตรียมความพร้อมด้าน “สุขภาพ” หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ “คลินิกเวชศาสตร์การเดินทาง (Travel Medicine Clinic)” มาก่อน แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในจุดแวะที่แพทย์แนะนำให้ผู้ที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ควรไปพบก่อนออกเดินทางสักครั้ง คลินิกเวชศาสตร์การเดินทางคืออะไร? คลินิกเวชศาสตร์การเดินทางเป็นหน่วยบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ที่ให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพผู้ที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลด้านการท่องเที่ยว การทำงาน การศึกษาต่อ การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหลังการเดินทาง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แพทย์ในคลินิกจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโรคติดต่อ วัคซีน และความเสี่ยงสุขภาพที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของโลก ทำไมแพทย์ถึงแนะนำให้แวะก่อนเดินทาง? 1. ประเมินความเสี่ยงตามจุดหมายปลายทาง โรคระบาดและความเสี่ยงด้านสุขภาพในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน บางพื้นที่อย่างในทวีปแอฟริกามีความเสี่ยงเรื่อง ไข้เหลือง ไข้มาลาเรีย ซึ่งแม้อาจจะเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศเหล่านั้น แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่คนไทยเราอาจยังไม่คุ้นชินมากนัก 2. รับวัคซีนที่จำเป็นและทันเวลา วัคซีนบางชนิดจำเป็นต้องฉีดล่วงหน้าก่อน เช่น วัคซีนไข้เหลือง ซึ่งควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย […]

อ่านเพิ่มเติม
31 May 2026
บทความทั่วไป
ฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่ไหนให้ปลอดภัยและได้รับหนังสือรับรองที่ถูกต้องตามกฎหมาย?

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปยังประเทศในทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ มีเรื่องสำคัญด้านสุขภาพอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ “วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง” (Yellow Fever Vaccine) หลายคนทราบดีว่าวัคซีนชนิดนี้ช่วยป้องกันโรคไข้เหลือง ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะและพบได้ในหลายประเทศในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ แต่สิ่งที่นักเดินทางจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่ทราบ คือ การได้รับวัคซีนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้รับ “หนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค” (International Certificate of Vaccination or Prophylaxis: ICVP) ที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วัคซีนไข้เหลืองสำคัญต่อการเดินทางอย่างไร? หลายประเทศกำหนดให้ผู้เดินทางต้องแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนไข้เหลืองก่อนออกวีซ่าหรือก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค แม้บางประเทศอาจไม่มีข้อบังคับดังกล่าว แต่ผู้เดินทางที่มีแผนไปยังพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรคก็ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์การเดินทาง เพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนและลดความเสี่ยงจากติดเชื้อไข้เหลืองระหว่างการเดินทาง กลับประเทศไทย ต้องแสดงเอกสารอะไรบ้าง? แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่เคยมีการระบาดของโรคไข้เหลือง แต่ประเทศไทยมียุงพาหะที่สามารถแพร่เชื้อได้ หากมีผู้ติดเชื้อเข้ามาในประเทศ อาจก่อให้เกิดการระบาดในประเทศไทยได้ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดให้โรคไข้เหลืองเป็นโรคติดต่ออันตราย และมีมาตรการควบคุมโรคสำหรับผู้เดินทางที่มาจาก หรือแวะต่อเครื่อง (Transit) ใน 42 ประเทศเขตติดโรคไข้เหลือง ผู้เดินทางเหล่านี้จะต้องแสดงเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนไข้เหลืองต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หนังสือรับรองจะมีผลใช้ได้เมื่อพ้น 10 วันหลังจากการฉีดวัคซีนครั้งแรก หรือมีผลทันทีในกรณีที่เป็นการฉีดกระตุ้น (revaccination) และมีอายุการใช้บังคับตลอดชีพของผู้เดินทางนั้น หากไม่สามารถแสดงเอกสารได้ หรือเอกสารไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเอกสารยังไม่มีผลบังคับใช้ […]

ICVP
yellow fever
หนังสือรับรอง
ไข้เหลือง
อ่านเพิ่มเติม