ยุโรปร้อนกว่าที่คิด! ถ้าเจอ Heat Wave ต้องทำอย่างไร

17 September 2026

ภาพจำของยุโรปอาจเป็นอากาศเย็น เดินเล่นได้ทั้งวัน และกลางคืนต้องมีเสื้อคลุม แต่หน้าร้อนของยุโรปในปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป รายงานภูมิอากาศยุโรปฉบับล่าสุดระบุว่า คลื่นความร้อนในปี 2025 แผ่ตั้งแต่บริเวณอาร์กติกถึงแถบเมดิเตอร์เรเนียน[1] ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุในเดือนกรกฎาคม 2026 ว่า หลายพื้นที่ของยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากคลื่นความร้อน ระดับ “ปานกลาง” และบางประเทศมีอุณหภูมิ สูงกว่า 40°C[2]  

อย่าประเมินความเสี่ยงจากอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว นักท่องเที่ยวเดินกลางแจ้งต่อเนื่องหลายชั่วโมง เดินขึ้นลงเนินหรือบันได แบกสัมภาระ และบางครั้งนอนน้อยจาก jet lag ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ ร่างกายของผู้ที่เดินทางมาจากสภาพอากาศที่ต่างกันอาจยัง ไม่คุ้นชินกับความร้อน และที่พักหลายแห่งในยุโรปได้รับการออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่น จึงอาจไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนได้ดี ทำให้อุณภูมิในห้องสูงต่อเนื่องและรบกวนการนอน

ความร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เพิ่มภาระต่อระบบไหลเวียนโลหิต และอาจกระตุ้นโรคประจำตัวเดิม ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากอากาศร้อนเพิ่มขึ้น[3] ขณะที่คนวัยหนุ่มสาวก็เกิดฮีตสโตรกได้ โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหนัก เช่น ปีนเขา วิ่ง หรือปั่นจักรยานกลางแดดเป็นเวลานาน

กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ ≥ 65 ปี โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางคนเดียว
  • เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางเดินหายใจ หรือเบาหวานอาจมีความเสี่ยงจากความร้อนเพิ่มขึ้น เนื่องจากความสามารถในการควบคุมอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายอาจลดลงเมื่อเผชิญกับอากาศร้อน [4]
  • ผู้ที่ใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันบางกลุ่ม ยาที่มีฤทธิ์ anticholinergic สูง ยากลุ่ม adrenaline ยารักษาโรคพาร์กินสัน และยากลุ่ม non-selective beta-blockers เพราะยากลุ่มนี้พบว่าเพิ่มอุณหภูมิแกนกลางและรบกวนการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย [5] ดังนั้นไม่ควรหยุดหรือปรับยาเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเดินทาง

หลักง่ายๆ คือ หลบแดด – จิบน้ำ – พักในที่เย็น – เช็กเพื่อนร่วมทาง

  • เช็กสภาพอากาศก่อนออกจากที่พัก ทั้งอุณหภูมิจริง ค่าความร้อนที่รู้สึกได้ และประกาศเตือนของเมือง หากมีคำเตือนระดับส้มหรือแดง ให้ปรับแผนการเดินทาง
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงร้อนที่สุด เลื่อนกิจกรรมไปช่วงเช้าตรู่หรือเย็น และสลับกับกิจกรรมในสถานที่เย็น เช่นพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร ห้องสมุด หรือศูนย์การค้าที่มีเครื่องปรับอากาศ องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมงต่อวันในสถานที่เย็นเมื่ออากาศร้อนจัด[6]
  • ดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ พกน้ำและจิบบ่อย ๆ โดยไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ หากเหงื่อออกมากอาจใช้สารละลายเกลือแร่ และควรจำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
  • แต่งกายให้เหมาะสม เลือกใส่เสื้อผ้าบาง สีอ่อน และหลวม สวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด และใช้ครีมกันแดด
  • เลือกที่พักที่มีเครื่องปรับอากาศ
  • เดินทางเป็นกลุ่มและดูแลกัน โดยเฉพาะเมื่อเดินทางกับผู้สูงอายุหรือคนที่มีโรคประจำตัว ควรแชร์แผนการท่องเที่ยวและหมั่นสังเกตอาการของกันและกัน 

“สิ่งสำคัญที่สุดคือแยกให้ออกว่าเป็น heat exhaustion หรือ heat stroke เพราะอย่างหลังเป็นภาวะฉุกเฉิน”

1) เพลียแดด (Heat exhaustion)

มักมีเหงื่อออกมาก อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เวียนหัว คลื่นไส้ กระหายน้ำ ตะคริว ใจเต้นเร็ว หรือหน้ามืด แต่ยังรู้สึกตัวและพูดคุยรู้เรื่อง ให้หยุดกิจกรรมทันที พาเข้าที่ร่มหรือห้องแอร์ พยายามถอดเสื้อผ้าส่วนเกิน ช่วยลดความร้อนด้วยน้ำเย็น ผ้าเปียก และพัดลม หากยังรู้สึกตัวดีและไม่อาเจียน สามารถจิบน้ำเย็นหรือเกลือแร่ได้ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรรีบพบแพทย์

2) ฮีตสโตรก (Heat stroke) = ภาวะฉุกเฉิน

สัญญาณสำคัญที่สุดคือ “สมองเริ่มผิดปกติ” เช่น สับสน พูดไม่รู้เรื่อง เดินเซ ก้าวร้าวผิดปกติ ชัก หรือหมดสติ ร่วมกับตัวร้อนมาก อุณหภูมิร่างกายอาจสูงถึง 40°C และอาจพบว่าผิวแห้งหรือยังมีเหงื่อก็ได้

หากสงสัยว่าเป็น ฮีตสโตรก ให้โทร 112 ทันที และเริ่มทำให้ร่างกายเย็นลงระหว่างรอความช่วยเหลือ โดย 112 เป็นหมายเลขฉุกเฉินที่โทรฟรีทั่วสหภาพยุโรป[7]

ระหว่างรอความช่วยเหลือ: “Cool first, transport second”

  • พาผู้ป่วยออกจากแดดหรือความร้อน ไปยังบริเวณที่เย็นที่สุด ถอดเสื้อผ้าส่วนเกิน เพื่อไม่ขัดขวางทางระบายความร้อน
  • เริ่มลดอุณหภูมิร่างกายอย่างรวดเร็ว (Rapid cooling) เป็นหัวใจสำคัญของการรักษาฮีตสโตรก โดยการพรมน้ำหรือราดน้ำ ใช้พัดลม และประคบเย็นบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ ประคบเย็นบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ หากเป็นฮีตสโตรกจากการออกแรง การแช่ร่างกายในน้ำเย็นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง งานวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการลดอุณหภูมิเร็วกว่า 0.15°C ต่อนาที มีอัตราเสียชีวิตและภาวะแทรกซ้อนต่ำกว่า [8]
  • หากพบผู้ป่วยหมดสติ ไม่หายใจให้เริ่ม CPR และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ 112
  • หลีกเลี่ยงการให้น้ำหรือยาใด ๆ ทางปาก หากผู้ป่วยมีอาการสับสน ชัก หมดสติ หรืออาเจียน เพราะอาจทำให้สำลักได้

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • อย่าคิดว่าเป็นเพียงไข้และให้ยาลดไข้ หากพบผู้ป่วยมีอาการสับสน พูดไม่รู้เรื่อง เดินเซ ชัก หรือหมดสติหลังสัมผัสความร้อน ให้คิดถึง ฮีตสโตรกและขอความช่วยเหลือทันที เพราะยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน ไม่ได้แก้กลไกของฮีตสโตรก
  • อย่าฝืนทำกิจกรรมหรือเดินกลางแจ้งต่อ หากมีอาการผิดปกติหลังสัมผัสความร้อน หยุดกิจกรรมและพาออกจากความร้อนทันที ไม่ควรเดินกลางแจ้งต่อ
  • อย่ารอรถพยาบาลโดยไม่เริ่มลดความร้อน ให้เริ่มทำร่างกายให้เย็นลงทันทีด้วยวิธีที่ทำได้เช่น ใช้น้ำ ผ้าเปียก และพัดลม รวมถึง cold pack ตามทรัพยากรที่มี [9]

ในช่วงกลางวัน ปิดม่าน มู่ลี่ หรือบานเกล็ดด้านที่โดนแดด และปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเปิดหน้าต่างหากอากาศข้างนอกร้อนกว่าภายในห้อง เมื่อถึงอุณหภูมิภายนอกลดลงจึงค่อยเปิดหน้าต่างระบายความร้อน ใช้ผ้าปูที่นอนบางๆ และอาบน้ำเย็นเพื่อช่วยคลายร้อน หากห้องยังร้อนจัดควรย้ายไปอยู่สถานที่เย็น เช่น ล็อบบี้ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การค้า หรือ cooling centre ของเมือง [6]

โดยสรุป อย่าประเมินความเสี่ยงจากความร้อนโดยดูจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น ความชื้น แสงแดด ระยะเวลาและความหนักของกิจกรรม อุณหภูมิในช่วงกลางคืน โรคประจำตัวและยาที่ใช้เป็นประจำ หากมีอาการ มึนศีรษะ คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลียระหว่างสัมผัสอากาศร้อน ให้หยุดกิจกรรมและหาที่เย็นทันที ไม่ควรฝืนเที่ยวต่อ และหากพบผู้ป่วยมีอาการสับสน ชัก หรือหมดสติ ให้คิดถึงฮีตสโตรกไว้ก่อนเสมอ

บทความโดย
นพ. พัชรพล วิทยเตชะกุล
แพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยว ชั้นปีที่ 3

[1] WMO & Copernicus Climate Change Service (2026). European State of the Climate 2025. Publication, 29 Apr 2026.

[2] World Health Organization (2026). WHO Rapid Risk Assessment – Heatwave, WHO European Region v.1. Rapid risk assessment, 23 Jul 2026.

[3] Günsche S, Borg MA, et al. (2026). Mortality, morbidity and healthcare costs of short-term high temperatures and heatwaves exposure in older populations: a global systematic review and meta-analysis. Environment International 208:110129. DOI: 10.1016/j.envint.2026.110129.

[4] Schäfer I, Paucke V, et al. (2026). Association between psychosocial factors and adverse effects of light-to-moderate ambient heat in patients with chronic diseases: results of the prospective cohort study CLIMATE-II. BMC Medicine 24. DOI: 10.1186/s12916-026-04622-4.

[5] Tews LM, Abazia DT, et al. (2026). Recognizing and Mitigating the Effects of Medication on Heat-Related Illness in Older Adults: A Scoping Review. Pharmacy 14. DOI: 10.3390/pharmacy14030074.

[6] WHO Regional Office for Europe (2026). #KeepCool in the heat. Fact sheet, 8 Jun 2026.

[7] European Commission (2026). 112 – the EU’s emergency phone number. Official EU guidance.

[8] Cong S-q, Zheng G, et al. (2025). Pre-hospital cooling in community-acquired heat stroke (CAHS): evidence, challenges, and strategies. European Journal of Medical Research 30. DOI: 10.1186/s40001-025-02628-x.

[9] Birkun A. (2026). Heat Illness: a Review of Current First Aid Guidelines. Disaster Medicine. DOI: 10.33266/2070-1004-2026-1-66-73.

Heat-related

บทความอื่นที่น่าสนใจ

4 August 2026
บทความทั่วไป
ก่อนไปต่างประเทศ…ทำไมหมอถึงอยากให้คุณแวะ “คลินิกเวชศาสตร์การเดินทาง” สักครั้ง?

ไม่ว่าจะเป็นวิวภูเขาสูงของประเทศจีน เส้นทางเดินเขาสุดท้าทายในเนปาล ภาพการอพยพของสัตว์ในทวีปแอฟริกา หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางประวัติศาสตร์อย่างมาชูปิกชู ล้วนแต่เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นเต้นและน่าดึงดูดสำหรับนักเดินทางทั้งสิ้น หลายคนวางแผนการเดินทางอย่างละเอียด ทั้งจองตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วรถไฟ จองโรงแรม เช็กสภาพอากาศ วางแผนสถานที่ท่องเที่ยว อาหารที่จะรับประทาน หรือแม้แต่แผนการแต่งตัวในแต่ละวัน แต่กลับลืมเตรียมสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ การเตรียมความพร้อมด้าน “สุขภาพ” หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ “คลินิกเวชศาสตร์การเดินทาง (Travel Medicine Clinic)” มาก่อน แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในจุดแวะที่แพทย์แนะนำให้ผู้ที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ควรไปพบก่อนออกเดินทางสักครั้ง คลินิกเวชศาสตร์การเดินทางคืออะไร? คลินิกเวชศาสตร์การเดินทางเป็นหน่วยบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ที่ให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพผู้ที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลด้านการท่องเที่ยว การทำงาน การศึกษาต่อ การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหลังการเดินทาง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แพทย์ในคลินิกจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโรคติดต่อ วัคซีน และความเสี่ยงสุขภาพที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของโลก ทำไมแพทย์ถึงแนะนำให้แวะก่อนเดินทาง? 1. ประเมินความเสี่ยงตามจุดหมายปลายทาง โรคระบาดและความเสี่ยงด้านสุขภาพในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน บางพื้นที่อย่างในทวีปแอฟริกามีความเสี่ยงเรื่อง ไข้เหลือง ไข้มาลาเรีย ซึ่งแม้อาจจะเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศเหล่านั้น แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่คนไทยเราอาจยังไม่คุ้นชินมากนัก 2. รับวัคซีนที่จำเป็นและทันเวลา วัคซีนบางชนิดจำเป็นต้องฉีดล่วงหน้าก่อน เช่น วัคซีนไข้เหลือง ซึ่งควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย […]

อ่านเพิ่มเติม
31 May 2026
บทความทั่วไป
ฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่ไหนให้ปลอดภัยและได้รับหนังสือรับรองที่ถูกต้องตามกฎหมาย?

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปยังประเทศในทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ มีเรื่องสำคัญด้านสุขภาพอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ “วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง” (Yellow Fever Vaccine) หลายคนทราบดีว่าวัคซีนชนิดนี้ช่วยป้องกันโรคไข้เหลือง ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะและพบได้ในหลายประเทศในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ แต่สิ่งที่นักเดินทางจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่ทราบ คือ การได้รับวัคซีนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้รับ “หนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค” (International Certificate of Vaccination or Prophylaxis: ICVP) ที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วัคซีนไข้เหลืองสำคัญต่อการเดินทางอย่างไร? หลายประเทศกำหนดให้ผู้เดินทางต้องแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนไข้เหลืองก่อนออกวีซ่าหรือก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค แม้บางประเทศอาจไม่มีข้อบังคับดังกล่าว แต่ผู้เดินทางที่มีแผนไปยังพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรคก็ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์การเดินทาง เพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนและลดความเสี่ยงจากติดเชื้อไข้เหลืองระหว่างการเดินทาง กลับประเทศไทย ต้องแสดงเอกสารอะไรบ้าง? แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่เคยมีการระบาดของโรคไข้เหลือง แต่ประเทศไทยมียุงพาหะที่สามารถแพร่เชื้อได้ หากมีผู้ติดเชื้อเข้ามาในประเทศ อาจก่อให้เกิดการระบาดในประเทศไทยได้ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดให้โรคไข้เหลืองเป็นโรคติดต่ออันตราย และมีมาตรการควบคุมโรคสำหรับผู้เดินทางที่มาจาก หรือแวะต่อเครื่อง (Transit) ใน 42 ประเทศเขตติดโรคไข้เหลือง ผู้เดินทางเหล่านี้จะต้องแสดงเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนไข้เหลืองต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หนังสือรับรองจะมีผลใช้ได้เมื่อพ้น 10 วันหลังจากการฉีดวัคซีนครั้งแรก หรือมีผลทันทีในกรณีที่เป็นการฉีดกระตุ้น (revaccination) และมีอายุการใช้บังคับตลอดชีพของผู้เดินทางนั้น หากไม่สามารถแสดงเอกสารได้ หรือเอกสารไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเอกสารยังไม่มีผลบังคับใช้ […]

ICVP
yellow fever
หนังสือรับรอง
ไข้เหลือง
อ่านเพิ่มเติม
24 May 2026
บทความทั่วไป, บทความทางการแพทย์
🧭 Update โรคระบาด: ไวรัสอีโบลา (Ebola)

รู้ก่อนเดินทาง กับหมอ Travel Med 🌍 หลายๆ ท่านอาจจะตกใจตอนเห็นข่าวเกี่ยวกับโรคติดเชื้ออีโบลา (Ebola virus disease: EVD) หลังจากองค์การอนามัยโลกออกมาประกาศว่า สงสัยผู้ติดเชื้อประมาณ 600 ราย และเสียชีวิตประมาณ 139 ราย บริเวณเมือง Ituri และ North Kivu ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และ บริเวณเมือง Kampala ประเทศยูกันดา ร่วมกับมีประกาศว่าโรคนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern: PHEIC) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา 👉 หมออยากบอกว่า อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันนะ ถึงแม้โรคนี้จะมีการระบาดรุนแรงในประเทศ และมีความเสี่ยงสูงในระดับภูมิภาค แต่ตอนนี้ก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงต่ำในระดับโลก (global level) ถ้าใครติดตามข่าวมาตลอด การระบาดของโรคอีโบลาก็วนกลับมาอีกรอบ หลังจากมีการระบาดใหญ่ ไปเมื่อ 2014 […]

ebola
Thaitravelmed
รู้ก่อนเดินทาง
อัปเดตโรคระบาด
อ่านเพิ่มเติม