International travel and sexually transmitted diseases

18 November 2024

โดย  อาจารย์นายแพทย์อานนท์  วรยิ่งยง

ขนาดที่แน่นอนของปัญหาทางสุขภาพอันเนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs)  ทั่วโลกยังไม่ได้มีใครแสดงไว้แต่ก็พบว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญของสาธารณสุข   ในปัจจุบันพบว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดได้แก่ เอดส์, ไวรัสตับอักเสบบี, แผลริมแข็ง, หนองใน, หนองในเทียม, แผลริมอ่อน, เริม

การเคลื่อนย้ายประชากรกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

การเคลื่อนย้ายประชากรเป็นปัจจัยหนึ่งในการแพร่การกระจายเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ผู้เดินทางอาจถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนย้ายประชากร  ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการรับเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และพากลับไปยังประเทศบ้านเกิดของตัวเอง  ตัวอย่างเช่น การล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ในประเทศทางยุโรปตะวันออกในปี ค.ศ. 1980  ทำให้เกิดการคลื่อนย้ายของประชาการจำนวนมากข้ามแนวชายแดนระหว่างประเทศ  เช่นในประเทศตุรกี  มีการเคลื่อนย้ายประชากรจากกลุ่มประเทศในยุโรปตะวันออกและสหภาพโซเวียตเก่าเป็นจำนวนมาก  ซึ่งพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของประชาการในประเทศตุรกีด้วย  หรือพบเช่นเดียวกันในกรณีของผู้หญิงที่มาจากสหภาพโซเวียตเก่าที่อพยพเข้าสู่ประเทศยุโรปใต้

การเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศในปัจจุบันพบว่ามีส่วนในการทำให้เกิดการกระจายของเชื้อเอดส์ไปทั่วโลก  ตัวอย่างเช่นมีชาวออสเตรเลียประมาณ  5 แสนคนต่อปีที่มีประวัติมีเพศสัมพันธ์กับชาวฟิลิปปินส์และไทย แล้วพบว่ามีจำนวนมากที่ไม่ได้ป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  นอกจากนั้นยังพบว่าการติดเชื้อไวรัสเอดส์อย่างมีนัยสำคัญในกลุ่มชาวออสเตรเลียที่ไม่ได้มีมาตรการป้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กับหญิงขายบริการทางเพศในปะรเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ข้อมูลจากเมือง Victoria ในปี ค.ศ. 1991 พบว่าร้อยละ 44 ของผู้ป่วยที่เป็นโรคหนองในเป็นผู้ชาย   ซึ่งได้รับเชื้อหนองในมาจากต่างประเทศ   โดยพบว่าผู้ที่ขายบริการทางเพศทั้งหญิงและชาย   จะแพร่กระจายเชื้อได้ประมาณร้อยละ 68   และการมีประวัติว่าเคยเป็นโรคหนองในหรือโรคแผลริมอ่อน (chan-croid)   มาก่อนจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อไวรัสเอสด์   ส่วนปัจจัยร่วมอื่นของการแพร่กระจายเชื้อไวรัสเอสด์ได้แก่ การเป็นหูดหรือเริมที่บริเวณอวัยวะเพศซึ่งพบได้บ่อยในประเทศออสเตรเลีย

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ระหว่างเดินทาง

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ถือเป็นโรคประจำถิ่นในประเทศกำลังพัฒนาในหลายประเทศ  โดยมีเชื้อมากว่า 25 ชนิด  ที่สามารถติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์  ผู้เดินทางหรือนักท่องเที่ยวมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  โดยเฉพาะในจุดหมายปลายทางยอดนิยมซึ่งบางแห่งมีความเสี่ยงสูง  ความเสี่ยงจะมากสุดในนักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางที่มีจุดมุ่งหมายทางเพศ (sex tourist) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่อายุน้อยกว่า 40 ปี  ซึ่งต้องการมีประสบการณ์แปลกใหม่และการผจญภัย  แต่การรับรู้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่ำทำให้ไม่ได้รับความสนใจจากผู้เดินทางส่วนใหญ่โดยเฉพาะการรับรู้ความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคเอดส์

มีการศึกษาหลายการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่ามีนักท่องเที่ยวร้อยละ 20-70 เท่านั้นที่ใช้ถุงยางอนามัยซึ่งทำให้เป็นสาเหตุที่สำคัญของการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  ในนักเดินทางท่องเที่ยว (มีประมาณร้อยละ 2-10)  และเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงที่มีนักเดินทางท่องเที่ยวระหว่าประเทศจำนวนมากที่ไม่รู้ตัวว่าติดโรคทางเพศสัมพันธ์  เนื่องจากไม่มีอาการ  และนำโรคดังกล่าวกลับมาแพร่ให้ผู้อื่นต่อเมื่อกลับมายังประเทศตัวเอง  การกระทำบางอย่างของนักเดินทางเท่องเที่ยวก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี, เอดส์, ซิฟิลิส ได้เช่น การฝังเข็ม (acupuncture), การสัก (piercing and tattoo)

ตัวอย่างของการแพร่กระจายของเชื้อสายพันธุ์ที่ดื้อยาจากประเทศหนึ่งไปยังอีกประเทศหนึ่งโดยนักท่องเที่ยวเช่น  เชื้อโกโนเรียที่ดื้อต่อยาควิโนโลน (Quinolone-resistant Neisseria gonorrhoea) ซึ่งพบบ่อยในทวีปเอเชียนั้น พบครั้งแรกจากนักท่องเที่ยวที่มีเพศสัมพันธ์ระหว่างการเดินทาง   ซึ่งปัจจุบันสายพันธุ์นี้พบอย่างกว้างขวางในแคลิฟอร์เนีย   และฮาวาย  โดยอุบัติการณ์ของเชื้อที่แคลิฟอร์เนียเพิ่มจากร้อยละ  0.28  ระหว่างปี ค.ศ. 1999-2001  เป็นร้อยละ 2.1 ในปี ค.ศ. 2002  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการแพร่กระจายของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่มีการข้ามระหว่างประเทศโดยนักเดินทางท่องเที่ยว

ในแถบแอฟริกา พบเชื้อ C  Trachomatis  ร้อยละ 13-32  ในกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศ  ส่วน lymphogranuloma venereum immunotypes พบร้อยละ 7-19  ในกลุ่มของผู้ที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ  ในขณะที่เอเชียพบถึงร้อยละ 9 สำหรับซิฟิลิส  เมื่อดูจากผลทางภูมิคุ้มกัน (serologic studies)  พบร้อยละ 5-55 ในแถบแอฟริกาและเอเชีย  และพบว่าผู้ขายบริการทางเพศในแถบเอเชียเป็นพาหะร้อยละ 6.1-17.9

สำหรับเชื้อไวรัสเอดส์  พบมีรายงานมากกว่า 160 ประเทศ  โดยพบว่ามีความชุก 18-43 ต่อแสนประชากรในทวีปแถบแอฟริกาและ 61-70 ต่อแสนประชากรในแถบแคริบเบียน

ดังนั้นการขาดข้อมูลเกี่ยวกับความเสี่ยงของการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  และมาตรการป้องกันในกลุ่มนักท่องเที่ยว  ทำให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสของการมีเพศสัมพันธ์ในต่างแดนมากขึ้นซึ่งทำให้เกิดการแพร่กระจายมากขึ้น

พฤติกรรมทางเพศระหว่างการเดินทาง

เป็นการยากที่จะบอกได้ตัวเลขที่แท้จริงของการมีเพศสัมพันธ์ในต่างแดนของนักท่องเที่ยวเป็นเท่าใด  เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลด้านนี้น้อยมาก  พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มีจุดมุ่งหมายในเรื่องของกามารมณ์และการแสวงหาประสบการณ์แปลกใหม่ทางด้านเพศ  รวมถึงความแปลกใหม่ทางวัฒนธรรมความเป็นอยู่  ดังนั้นจึงพบได้บ่อยว่านักท่องที่ยวเหล่านี้ถูกครอบงำ  หรือถูกโน้มน้าวที่จะทำให้มีความสัมพันธ์ทางเพศได้ง่าย  โดยพบว่าระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว  นักเดินทางท่องเที่ยวทั้ง 2 เพศต่างก็มีแนวโน้มที่จะถูกดึงดูดสู่เพศตรงข้ามได้มากว่าเมื่ออยู่ที่ประเทศของตน  ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการที่จะได้รับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาด้วย

พฤติกรรมทางเพศที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางสามารถเปลี่ยนความเสี่ยงของการแพร่กระจายโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้รวมถึงมีผลต่อระบาดวิทยาของโรคติดต่อทางเพศสัมันธ์ได้ด้วยในการศึกษาของ Hattich และคณะ  พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวสวิสร้อยละ 30 ที่ตอบแบบสอบถามแล้ว  พบว่าร้อยละ 5-10 มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงขายบริการทางเพศท้องถิ่นที่เดินทางไปและในอีกการศึกษาหนึ่งที่ทำในคนหนุ่มสาวชาวออสเตรเลียที่เดินทางมาเมืองไทย  เพื่อดูความตั้งใจของการมีเพศสัมพันธ์ระหว่าการเดินทางท่องเที่ยว พบว่าเพียงร้อยละ  34  เท่านั้นที่ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะไม่มีเพศสัมพันธ์  หรือในอีกการศึกษาหนึ่งที่ศึกษาถึงพฤติกรรมทางเพศและความเสี่ยงของการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในนักเดินทาง/ท่องเที่ยวที่มาจากฮองกง  พบว่าร้อยละ 44 (168/383)  มีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าระหว่างการเดินทาง  และมีจำนวนร้อยละ 37 (139/376) ที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย  โดยส่วนใหญ่ของกลุ่มนักเดินทางที่มีความเสี่ยงสูงเป็นกลุ่มวัยกลางคนและแต่งงานแล้ว

กลยุทธ์การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ให้ผู้เดินทางท่องเที่ยว

ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าการใช้ถุงยางอนามัยที่ได้มาตรฐานเป็นวิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศมัมพันธ์รวมถึงโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีคำแนะนำให้ผู้เดินทางท่องเที่ยว  เพศชายควรต้องมีถุงยางอนามัยติดตัวว้และใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์, และควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้าระหว่างการเดินทาง  ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสเข็มและกระบอกฉีดยาที่ไม่สะอาดหรือไม่ได้ปลอดเชื้อ (non sterile) เช่นหลีกเลี่ยงการทำผ่าตัด, การทำหัตถการในช่องปากที่ไม่แน่ใจว่าใช้อุปกรณ์ที่ปลอดเชื้อหรือไม่, หลีกเลี่ยงการฝังเข็ม (acupuncture), การสัก (piercing and tattoo), หรือการเจาะหู  ควรมีการให้ความรู้แก่บุคคลทั่วไป  นักเรียน  ผู้อพยพ  และผู้เดินทางหรือท่องเที่ยวทุกคน  เกี่ยวกับการป้องกันการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์  สำหรับแพทย์ผู้ดูแลผู้ที่จะเดินทางควรพูดคุยกับผู้เดินทางเกี่ยวกับหัวข้อเรื่องดังกล่าวก่อนเดินทางด้วย

Referrence : Internation travel and sexually transmitted diseases โดย Ziad A. Memish, Abimbola O.Osoba, Travel Medicine and infectious Disease (206) 4, 86-93

Cover photo credit : Pixabay License / derneuemann

STI
TRAVELER
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

บทความอื่นที่น่าสนใจ

31 May 2026
บทความทั่วไป
ฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่ไหนให้ปลอดภัยและได้รับหนังสือรับรองที่ถูกต้องตามกฎหมาย?

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปยังประเทศในทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ มีเรื่องสำคัญด้านสุขภาพอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ “วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง” (Yellow Fever Vaccine) หลายคนทราบดีว่าวัคซีนชนิดนี้ช่วยป้องกันโรคไข้เหลือง ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะและพบได้ในหลายประเทศในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ แต่สิ่งที่นักเดินทางจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่ทราบ คือ การได้รับวัคซีนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้รับ “หนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค” (International Certificate of Vaccination or Prophylaxis: ICVP) ที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วัคซีนไข้เหลืองสำคัญต่อการเดินทางอย่างไร? หลายประเทศกำหนดให้ผู้เดินทางต้องแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนไข้เหลืองก่อนออกวีซ่าหรือก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค แม้บางประเทศอาจไม่มีข้อบังคับดังกล่าว แต่ผู้เดินทางที่มีแผนไปยังพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรคก็ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์การเดินทาง เพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนและลดความเสี่ยงจากติดเชื้อไข้เหลืองระหว่างการเดินทาง กลับประเทศไทย ต้องแสดงเอกสารอะไรบ้าง? แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่เคยมีการระบาดของโรคไข้เหลือง แต่ประเทศไทยมียุงพาหะที่สามารถแพร่เชื้อได้ หากมีผู้ติดเชื้อเข้ามาในประเทศ อาจก่อให้เกิดการระบาดในประเทศไทยได้ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดให้โรคไข้เหลืองเป็นโรคติดต่ออันตราย และมีมาตรการควบคุมโรคสำหรับผู้เดินทางที่มาจาก หรือแวะต่อเครื่อง (Transit) ใน 42 ประเทศเขตติดโรคไข้เหลือง ผู้เดินทางเหล่านี้จะต้องแสดงเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนไข้เหลืองต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หนังสือรับรองจะมีผลใช้ได้เมื่อพ้น 10 วันหลังจากการฉีดวัคซีนครั้งแรก หรือมีผลทันทีในกรณีที่เป็นการฉีดกระตุ้น (revaccination) และมีอายุการใช้บังคับตลอดชีพของผู้เดินทางนั้น หากไม่สามารถแสดงเอกสารได้ หรือเอกสารไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเอกสารยังไม่มีผลบังคับใช้ […]

ICVP
yellow fever
หนังสือรับรอง
ไข้เหลือง
อ่านเพิ่มเติม
24 May 2026
บทความทั่วไป, บทความทางการแพทย์
🧭 Update โรคระบาด: ไวรัสอีโบลา (Ebola)

รู้ก่อนเดินทาง กับหมอ Travel Med 🌍 หลายๆ ท่านอาจจะตกใจตอนเห็นข่าวเกี่ยวกับโรคติดเชื้ออีโบลา (Ebola virus disease: EVD) หลังจากองค์การอนามัยโลกออกมาประกาศว่า สงสัยผู้ติดเชื้อประมาณ 600 ราย และเสียชีวิตประมาณ 139 ราย บริเวณเมือง Ituri และ North Kivu ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) และ บริเวณเมือง Kampala ประเทศยูกันดา ร่วมกับมีประกาศว่าโรคนี้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern: PHEIC) เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา 👉 หมออยากบอกว่า อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันนะ ถึงแม้โรคนี้จะมีการระบาดรุนแรงในประเทศ และมีความเสี่ยงสูงในระดับภูมิภาค แต่ตอนนี้ก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงต่ำในระดับโลก (global level) ถ้าใครติดตามข่าวมาตลอด การระบาดของโรคอีโบลาก็วนกลับมาอีกรอบ หลังจากมีการระบาดใหญ่ ไปเมื่อ 2014 […]

ebola
Thaitravelmed
รู้ก่อนเดินทาง
อัปเดตโรคระบาด
อ่านเพิ่มเติม
5 May 2026
บทความทั่วไป
🧭 Update โรคระบาด: ไวรัสฮันตา (Hantavirus)

🌍 ช่วงหลายวันที่ผ่านมา ท่านอาจจะเห็นข่าว มีนักท่องเที่ยวชาวดัชช์ 2 ราย และเยอรมัน 1 ราย  สงสัยว่าเสียชีวิตด้วยโรคไวรัสฮันตา (Hantavirus) โรคนี้มีการระบาดในเรือสำราญ MV Hondius ที่เดินทางจากประเทศอาเจนติน่าไปยังประเทศกาบูเวร์ดี (Cape Verde) 👉 หมออยากบอกว่า อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกันครับ เดี๋ยวหมอมาสรุปให้ 🦠 โรคนี้เป็นโรคใหม่หรือเปล่า ❌ ไม่ใช่ครับ โรคนี้มีมานานแล้วตั้งแต่ ค.ศ. 1976 เป็นโรคติดต่อจากสัตว์ประเภทสัตว์ฟันแทะ (rodent) เช่น หนู แล้วติดต่อมาสู่คน ผ่านการสูดดมละอองฝอย ที่มีเชื้อไวรัส ที่ปนเปื้อนในน้ำลาย ปัสสาวะ อุจจาระ ของสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อ (เพราะฉะนั้นถ้าอยู่ที่พื้นที่ที่มีมูลหนูอยู่ก็ถือว่าเสี่ยง) หรือผ่านการกัดของสัตว์ที่มีเชื้อ (พบน้อยมาก) แต่มีส่วนน้อยมากๆ ที่มีการระบาดจากคนสู่คน ซึ่งเคยมีรายงานจากในประเทศ ชิลีและอาร์เจนติน่า 🤒 อาการที่เกิดขึ้น จะมีอะไรได้บ้าง 👉 โรคนี้ระยะฟักตัว ประมาณ 1-6 สัปดาห์ แปลว่าหลังจากสัมผัสโรคอาการจะเกิดขึ้นเร็วที่สุดประมาณ […]

้hantavirus
travelmedicine
update
โรคระบาด
ไวรัสฮันตา
อ่านเพิ่มเติม