ไข้เลือดออก..โรคที่นักท่องเที่ยวพึงระวัง

18 November 2024

รศ.รท.นพ.ชิษณุ  พันธุ์เจริญ

ไข้เลือดอออกจัดเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย  มีสาเหตุจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ซึ่งมี 4 ชนิด คือ เด็งกี่-1 ถึง 4 โดยมียุงลายซึ่งมักหากินในเวลากลางวันเป็นพาหนะนำโรค  พบผู้ป่วยเฉลี่ยปีละ 50,000 -100,000 ราย  เป็นผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกร่วมด้วยประมาณร้อยละ 5 และเป็นผู้ป่วยเสียชีวิตประมาณปีละ 100-400 ราย  ในบางปีที่มีการระบาดใหญ่พบผู้ป่วยกว่าแสนรายต่อปี  แต่เดิมผู้ป่วยไข้เลือดออกมักพบเด็กเล็ก  แต่ในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นที่น่าสังเกตว่า  อายุของผู้ป่วยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น  และในปัจจุบันผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็กโตและผู้ใหญ่

              ปัจจุบันมีการแพร่ระบาดของโรคไข้เลือดออกไปยังประเทศต่าง ๆทั่วโลก  อาจเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจากสังคมมาเป็นชุมชนชาวเมือง  สภาพชุมชนแออัดที่มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงเพิ่มขึ้น  การควบคุมปะชากรยุงและการควบคุมโรคที่ขาดประสิทธิภาพและการเดินทางที่สะดวกรวดเร็ว

อาการของผู้ป่วยไข้เลือดออกสิ่งที่ควรรู้   

              ผู้ป่วยไข้เลือดออกมีอาการไข้สูงลอย หน้าแดง ปวดศีรษะ ปวดเหมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง และมีภาวะเลือดออก อาจเป็นจุดเลือดออกที่ผิวหนังซึ่งเกิดขึ้นเองหรือจากการรัดแขนที่เรียกว่าการทดสอบทูนิเกต์หรือมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร

อาการของผู้ป่วยมี 3 ระยะคือ      

1. ระยะไข้สูง เป็นระยะเวลา 3-7 วัน

2. ระยะวิกฤตเป็นระยะที่ผู้ป่วยมีอาการไข้ลดลง หากผู้ป่วยมีการรั่วของพลาสมาอาจเกิดภาวะช็อก  โดยผู้ป่วยจะอาการกระสับกระส่าย  มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบาลง มีความดันโลหิตต่ำ

3. ระยะพักฟื้น  ผู้ป่วยจะมีอาการทั่วไปดีขึ้น  อยากรับประทานอาหาร  ปัสสาวะเพิ่มขึ้น  หัวใจเต้นช้าลง  และอาจมีผื่นแดงขึ้นที่ขา

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นไข้เลือดออก

            การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกอาศัยอาการของผู้ป่วย  การทดสอบทูนิเกต์ และการตรวจนับเม็ดเลือด โดยจะตรวจพบจำนวนเม็ดเลือดขาวและจำนวนเกร็ดเลือดลดลง กรณีที่มีการรั่วของพลาสมาจะมีความเข็มข้นของเลือดเพิ่มขึ้นและตรวจพบน้ำในเยื่อหุ้มช่องปอด กรณีที่มีเลือดออกในกระเพาะอาหารจำนวนมาก จะพบภาวะซีดได้ การตรวจเลือดเพื่อยืนยันว่าเป็นไข้เลือดออกจริงมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยบางราย แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ไข้เลือดออก…รักษาอย่างไร  

            โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับผู้ป่วยไข้เลือดออกไว้รักาในโรงพยาบาลทุกราย การเช็ดตัวลดไข้ รับประทานยาลดไข้พราเซตามอล และดื่มน้ำให้เพียงพอ ควรติดตามอาการของผู้ป่วย ตรวจวัดจำนวนเกร็ดเลือด และความเข้มข้นของเลือด ผู้ป่วยที่ขาดน้ำอย่างมาก มีภาวะช็อก หรือมีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัว ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำ  ซึ่งควรให้ความสำคัญในการปรับปริมาณให้สอดคล้องสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีการรั่วของพลาสมาหรือมีภาวะช็อก

ไข้เลือดออก..กับวิธีการป้องกัน  

            การป้องกันไข้เลือดออกทำได้โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด ควบคุมยุงลายซึ่งทำได้โดยการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายและลูกน้ำ  ถ้าพบลูกน้ำในภาชนะใส่น้ำให้กำจัดโดยทรายอะเบตลงไป  และที่สำคัญคือ การทิ้งหรือทำลายภาชนะขังน้ำที่ไม่ได้ใช้  วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกน่าจะเป็นอีกทางออกหนึ่งในการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออก  คาดว่าจะมีการนำร่องมาใช้อย่างแพร่หลายในอนาคตอันใกล้

Cover photo credit : Pixabay License / Rilsonav

ยุง
เขตร้อน
โรคติดเชื้อ
ไข้เลือดออก

บทความอื่นที่น่าสนใจ

17 September 2026
บทความทั่วไป
ยุโรปร้อนกว่าที่คิด! ถ้าเจอ Heat Wave ต้องทำอย่างไร

ภาพจำของยุโรปอาจเป็นอากาศเย็น เดินเล่นได้ทั้งวัน และกลางคืนต้องมีเสื้อคลุม แต่หน้าร้อนของยุโรปในปัจจุบันอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป รายงานภูมิอากาศยุโรปฉบับล่าสุดระบุว่า คลื่นความร้อนในปี 2025 แผ่ตั้งแต่บริเวณอาร์กติกถึงแถบเมดิเตอร์เรเนียน[1] ขณะที่องค์การอนามัยโลกระบุในเดือนกรกฎาคม 2026 ว่า หลายพื้นที่ของยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพจากคลื่นความร้อน ระดับ “ปานกลาง” และบางประเทศมีอุณหภูมิ สูงกว่า 40°C[2]   สำหรับนักเดินทาง ความร้อนจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “เที่ยวไม่สนุก”แต่อาจกลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ควรวางแผนเตรียมรับมือตั้งแต่ก่อนออกจากโรงแรม ทำไมอุณหภูมิ 32°C จึงอาจร้อนกว่าที่คิด? อย่าประเมินความเสี่ยงจากอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว นักท่องเที่ยวเดินกลางแจ้งต่อเนื่องหลายชั่วโมง เดินขึ้นลงเนินหรือบันได แบกสัมภาระ และบางครั้งนอนน้อยจาก jet lag ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ร่างกายระบายความร้อนได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ร่างกายของผู้ที่เดินทางมาจากสภาพอากาศที่ต่างกันอาจยัง ไม่คุ้นชินกับความร้อน และที่พักหลายแห่งในยุโรปได้รับการออกแบบมาเพื่อเก็บความอบอุ่น จึงอาจไม่มีเครื่องปรับอากาศหรือระบายความร้อนได้ดี ทำให้อุณภูมิในห้องสูงต่อเนื่องและรบกวนการนอน ใครควรระวังเป็นพิเศษ? ความร้อนทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำ เพิ่มภาระต่อระบบไหลเวียนโลหิต และอาจกระตุ้นโรคประจำตัวเดิม ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยและเสียชีวิตจากอากาศร้อนเพิ่มขึ้น[3] ขณะที่คนวัยหนุ่มสาวก็เกิดฮีตสโตรกได้ โดยเฉพาะเมื่อออกแรงหนัก เช่น ปีนเขา วิ่ง หรือปั่นจักรยานกลางแดดเป็นเวลานาน กลุ่มที่ควรระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ก่อนออกจากโรงแรม เตรียมตัวอย่างไร? หลักง่ายๆ คือ […]

Heat-related
อ่านเพิ่มเติม
4 August 2026
บทความทั่วไป
ก่อนไปต่างประเทศ…ทำไมหมอถึงอยากให้คุณแวะ “คลินิกเวชศาสตร์การเดินทาง” สักครั้ง?

ไม่ว่าจะเป็นวิวภูเขาสูงของประเทศจีน เส้นทางเดินเขาสุดท้าทายในเนปาล ภาพการอพยพของสัตว์ในทวีปแอฟริกา หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางประวัติศาสตร์อย่างมาชูปิกชู ล้วนแต่เป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นเต้นและน่าดึงดูดสำหรับนักเดินทางทั้งสิ้น หลายคนวางแผนการเดินทางอย่างละเอียด ทั้งจองตั๋วเครื่องบิน จองตั๋วรถไฟ จองโรงแรม เช็กสภาพอากาศ วางแผนสถานที่ท่องเที่ยว อาหารที่จะรับประทาน หรือแม้แต่แผนการแต่งตัวในแต่ละวัน แต่กลับลืมเตรียมสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง นั่นคือ การเตรียมความพร้อมด้าน “สุขภาพ” หลายคนอาจไม่เคยได้ยินชื่อ “คลินิกเวชศาสตร์การเดินทาง (Travel Medicine Clinic)” มาก่อน แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในจุดแวะที่แพทย์แนะนำให้ผู้ที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ควรไปพบก่อนออกเดินทางสักครั้ง คลินิกเวชศาสตร์การเดินทางคืออะไร? คลินิกเวชศาสตร์การเดินทางเป็นหน่วยบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ที่ให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพผู้ที่กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลด้านการท่องเที่ยว การทำงาน การศึกษาต่อ การประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจ รวมไปถึงผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหลังการเดินทาง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ แพทย์ในคลินิกจะมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านโรคติดต่อ วัคซีน และความเสี่ยงสุขภาพที่แตกต่างกันไปตามแต่ละภูมิภาคของโลก ทำไมแพทย์ถึงแนะนำให้แวะก่อนเดินทาง? 1. ประเมินความเสี่ยงตามจุดหมายปลายทาง โรคระบาดและความเสี่ยงด้านสุขภาพในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน บางพื้นที่อย่างในทวีปแอฟริกามีความเสี่ยงเรื่อง ไข้เหลือง ไข้มาลาเรีย ซึ่งแม้อาจจะเป็นโรคประจำถิ่นของประเทศเหล่านั้น แต่ก็เป็นความเสี่ยงที่คนไทยเราอาจยังไม่คุ้นชินมากนัก 2. รับวัคซีนที่จำเป็นและทันเวลา วัคซีนบางชนิดจำเป็นต้องฉีดล่วงหน้าก่อน เช่น วัคซีนไข้เหลือง ซึ่งควรได้รับวัคซีนอย่างน้อย […]

อ่านเพิ่มเติม
31 May 2026
บทความทั่วไป
ฉีดวัคซีนไข้เหลืองที่ไหนให้ปลอดภัยและได้รับหนังสือรับรองที่ถูกต้องตามกฎหมาย?

หากคุณกำลังวางแผนเดินทางไปยังประเทศในทวีปแอฟริกาหรืออเมริกาใต้ มีเรื่องสำคัญด้านสุขภาพอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือ “วัคซีนป้องกันโรคไข้เหลือง” (Yellow Fever Vaccine) หลายคนทราบดีว่าวัคซีนชนิดนี้ช่วยป้องกันโรคไข้เหลือง ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงลายเป็นพาหะและพบได้ในหลายประเทศในทวีปแอฟริกาและอเมริกาใต้ แต่สิ่งที่นักเดินทางจำนวนไม่น้อยอาจยังไม่ทราบ คือ การได้รับวัคซีนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้รับ “หนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค” (International Certificate of Vaccination or Prophylaxis: ICVP) ที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย วัคซีนไข้เหลืองสำคัญต่อการเดินทางอย่างไร? หลายประเทศกำหนดให้ผู้เดินทางต้องแสดงหลักฐานการได้รับวัคซีนไข้เหลืองก่อนออกวีซ่าหรือก่อนอนุญาตให้เข้าประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค แม้บางประเทศอาจไม่มีข้อบังคับดังกล่าว แต่ผู้เดินทางที่มีแผนไปยังพื้นที่เสี่ยงต่อการติดโรคก็ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์การเดินทาง เพื่อประเมินความจำเป็นในการรับวัคซีนและลดความเสี่ยงจากติดเชื้อไข้เหลืองระหว่างการเดินทาง กลับประเทศไทย ต้องแสดงเอกสารอะไรบ้าง? แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่เคยมีการระบาดของโรคไข้เหลือง แต่ประเทศไทยมียุงพาหะที่สามารถแพร่เชื้อได้ หากมีผู้ติดเชื้อเข้ามาในประเทศ อาจก่อให้เกิดการระบาดในประเทศไทยได้ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดให้โรคไข้เหลืองเป็นโรคติดต่ออันตราย และมีมาตรการควบคุมโรคสำหรับผู้เดินทางที่มาจาก หรือแวะต่อเครื่อง (Transit) ใน 42 ประเทศเขตติดโรคไข้เหลือง ผู้เดินทางเหล่านี้จะต้องแสดงเอกสารรับรองการได้รับวัคซีนไข้เหลืองต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ทั้งนี้ หนังสือรับรองจะมีผลใช้ได้เมื่อพ้น 10 วันหลังจากการฉีดวัคซีนครั้งแรก หรือมีผลทันทีในกรณีที่เป็นการฉีดกระตุ้น (revaccination) และมีอายุการใช้บังคับตลอดชีพของผู้เดินทางนั้น หากไม่สามารถแสดงเอกสารได้ หรือเอกสารไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเอกสารยังไม่มีผลบังคับใช้ […]

ICVP
yellow fever
หนังสือรับรอง
ไข้เหลือง
อ่านเพิ่มเติม