ชมรมเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

Thai Society of Travel Medicine

Travel Notice

Search in this site

Tuesday, 11 ธันวาคม 2018

น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ

งูเห่า 

โดย  ศ.นพ.มุกดา  ตฤษณานนท์

 

 

     การเดินทางท่องเที่ยวตามป่าเขาและทุ่งนา  อาจพบกับพวกงูบางชนิด  ซึ่งเป็นงูมีพิษ  และอาจทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้  ดังจะได้กล่าวต่อไป

 

     งูเห่าเป็นสัตว์ที่มีพิษ  ซึ่งมีผลต่อประสาท  พบได้ทั่วไปในประเทศไทย  งูเห่าจะแผ่แม่เบี้ยเห็นชัดเจน   ที่หัวมีดอกจันท์  บางชนิดอาจจะไม่มีการก็ได้  ลำตัวสีค่อนข้างดำ  งูโดยมากมักจะหนี  ไม่ใช่จะกัดเราง่าย ๆ นอกจากจะไปเหยียบตัวงูเข้า  หรืองูตกใจ  ส่วนใหญ่ผู้ที่ถูกกัดมักจะไปเหยียบ  งูจะฉกกัดทันทีอย่างรวดเร็ว  บางทีเรามองไม่เห็นงูด้วยซ้ำไป  งูมักจะอยู่ในที่มืด เช่น ตามใต้ท่อนไม้ซึ่งผุ  ตามใต้ก้อนหินหรือหลบอยู่ตามพงหญ้า  ตามทุ่งนาเป็นต้น  งูมีพิษจะมีเขี้ยว 2  เขี้ยว  เมื่อฉกกัดจะเห็นเป็นรอยเขี้ยวเป็นรู 2 รู  มีเลือดออกซิบ ๆ มีอาการเจ็บ  เสียวแปลบ  ปวดมากพอสมควร  ผู้ถูกกัดจะรู้สึกทันที

 

    ถ้าถูกกัดด้วยงูเห่าซึ่งมีตัวใหญ่  และปล่อยพิษเข้าไปมาก  จะเกิดอาการภายใน  20  นาที  อาการจะเริ่มต้นด้วยมีอาการงงที่ศรีษะ, ปวดเมื่อย  ต่อไปมีอาการหนังตาตก ลืมตาไม่ขึ้น  อ้าปากไม่ค่อยได้  พูดจาอ้อมแอ้ไม่คอยรู้เรื่อง  เนื่องจากมีอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อ  เนื่องจากงูเห่า งูจงอาง งูสามเหลี่ยม  จะมีพิษเกี่ยวกับระบบประสาท  ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต  ซึ่งจะเริ่มต้นที่กล้ามเนื้อเล็กก่อน  เช่น หนังตาทำให้หนังตาตกก่อน  ต่อไปจะลุกลามไปที่กล้ามเนื้ออื่น ๆ เช่น  ลิ้น  ที่ปาก  ที่แขน  และขาไม่มีแรง ไม่สามารถยืนได้  เกิดอัมพาต  ต่อไปจะไม่รู้สึกตัว (Coma)  และเริ่มมีอาการหายใจผิดปกติ   บางครั้งทำท่าจะหยุดการหายใจ   แสดงว่าเริ่มมีกล้ามเนี้อเกี่ยวกับการหายใจอ่อนแรงมาก    และในที่สุดจะหยุดหายใจ    และถึงแก่ความตายถ้าพิษเข้าไปมากอาจจะถึงแก่ความตามทันที  ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มเกิดอาการจนกระทั่งหยุดหายใจประมาณ 1.5 ชม.  ฉะนั้นเมื่อถูกงูกัดจะต้องรีบนำส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลโดยด่วนก่อนหยุดหายใจ  เมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์จะใส่เครื่องช่วยหายใจและฉีดเซรุ่มแก้พิษงูให้  ทำให้ไม่เป็นอัมพาต

 

    งูเห่าบางชนิดสามารถพ่นพิษได้  งูเห่าที่พ่นพิษได้นี้จะสังเกตุเห็นได้ง่ายคือ  เวลาแผ่แม่เบี้ยจะเห็นเป็นรูปตัว U ไม่เป็นดอกจันท์อย่างที่เคยเห็น  แต่มีบางชนิดที่พ่นพิษได้โดยไม่มีดอกจันท์และตัว U เวลาแผ่แม่เบี้ยจะเห็นเป็นสีดำเฉย ๆ  เวลาพ่นพิษจะพ่นได้ไกลประมาณ  2  เมตร  อาจจะพ่นเข้าตาได้  ถ้านั่งอยู่ใกล้ ๆ  ฉะนั้น  เมื่อถูกพ่นพิษเข้าตาจำต้องรีบล้างตาโดยเร็วเพื่อล้างพิษออกไป  มิฉะนั้น  จะทำให้ตาเป็นแผลและตาบอดได้  แต่อย่างไรก็ตาม  ถ้ายืนอยู่งูจะพ่นไม่ถึงตา  เพียงแต่ถูกบริเวณเข่าเท่านั้นจึงต้องระวังให้ดี

 

 

หลักปฏิบัติขั้นแรกเมื่อถูกงูกัด  (การปฐมพยาบาล) 

ก. ทำความสะอาดแผลที่ถูดงูกัดด้วยยาฆ่าเชื้อ  เช่น แอลกอฮอล์  หรือทิงเจอร์ไอโอดีน

ข. อย่าตื่นตกใจเกินไป  และควรพาผู่ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือสถานีอนามัยที่ใกล้ที่สุด  โดยนำเอาซากงูที่กัดไปด้วย (ถ้ามี)  เพื่อวามถูกต้องในการรักษา

ค. ไม่ควรนำเอาใบไม้  รากไม้  หรือสมุนไพรต่าง ๆ มาใส่แผลเพราะจะทำให้แผลสกปรกเกิดการติดเชื้อ  และอาจเป็นบาดทะยักได้  หรือการรักษาโดยหมอกลางบ้านทำให้เสียเวลาและทำให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องช้าไป

ง. ตำแหน่งขาหรือแขนที่ถูกกัดควรให้เคลื่อนไหวน้อยที่สุด  โดยใช้ไม้กระดาน  หรือกระดาษแข็ง ๆ รองหรือดามไว้  ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลดีพอ ๆ กับการขันเชนาะแน่น

จ. ถ้าจะขันเชนาะต้องผ้า  โดยรัดเหนือตำแหน่งที่ถูกกัด  รัดแน่นปานกลางพอที่จะใช้นิ้มมือ 1นิ้ว  สอดระหว่างผ้ากับผิวหนังที่รัดได้  จุดมุ่งหมายของการรัดแบบนี้  เพื่อบังคับให้ส่วนที่ถูกกัดเคลื่อนไหวน้อยที่สุด  (ห้ามใช้เชือกหรืองยางรัดเด็ดขาด)

ฉ. ห้ามดื่มของมึนเมา  หรือกินยากลางบ้าน  เนื่องจากอาจเกิดการสำลัก  และอาเจียน  หรือบดบังอาการของอาการแสดงจริงที่เกิดจากพิษงูได้  และทำให้พิษงูกระจายไปมาอย่างรวดเร็ว  เนื่องจากของมึนเมาอาจจะแอลกอฮอล์อยู่ด้วย

 

การขันเชนาะควรใช้ในกรณีใด 

       ตำแหน่งที่ถูกกัด  ถ้าไม่ตรงกับเส้นเลือด  ไม่จำเป็นต้องขนเชนาะ  เพราะพิษงูส่วนใหญ่จะถูกดูดซึมไปทางหลอดน้ำเหลือแต่ถ้าเป็นกรณีถูกงูกัดตรงตำแหน่งเส้นเลือด  ก็จะเหมือนการฉีดพิษเข้าสู่เส้นเลือดโดยตรง  การขันเชนาะก็จำเป็น  อย่างไรก็ตามคนทั่วไปไม่ใช่แพทย์จะไม่ทราบ  ดังนั้นเห็นว่าควรแนะให้ขันเชนสะไว้ก่อนจะปลอดภัยกว่า

     การขันเชนาะ  ต้องรัดเหนือตำแหน่งที่ถูกกัด  รัดแน่นพอที่จะใช้นิ้วมือ  1 นิ้ว  สอดระหว่างผ้ากับผิวหนังที่รัดไม่รัดแน่นจนเลือดไม่สามารถไปลี้ยงอวัยวะส่วยปลายนั้นได้เพราะจะทำให้เนื้อเยื่อนั้นตาย (Gangrene)

 

 

การป้องกันการถูกงูกัด 

    การป้องกันไม่ให้งูกัดทำได้  แต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับเวลา  สถานที่  และโอกาส  โดยปกติแล้ว  นิสัยของงูจะไม่เลื้อยมากัด  หรือทำร้ายมนุษย์โดยตรง  พิษของงูมีไว้เพื่อจับสัตว์เป็นอาหาร  งูจะกลัวคนเช่นเดียวกันกับคนกลัวงู  ส่วนใหญ่คนถูกงูกัดจะเป็นไปโดยบังเอิญ  เช่น เหยียบงูหรือเข้าใกล้งู  การที่งูกัดคนเป็นการป้องกันตัว (defensive mechanism)  ดังนั้น  ก่อนเดินเข้าป่าควรระวังและป้องกันโดยใส่กางเกงขายาว  เสื้อแขนยาว  สวมรองเท้าหุ้มส้น  ยิ่งเป็นรองเท้าบู๊ทยิ่งดี  มือถือไม้แกว่งไปมาระหว่างเดินป่า  เพื่อให้เกิดเสียงดังงูจะได้หนีไปก่อน  ไม่ควรเดินป่าในเวลากลางคืน  แต่ถ้าจำเป็นควรมีไฟฉายติดมือไปด้วย  จะทำให้การเดินป่าปลอดภัยขึ้น  การที่ชาวสวนยางพาราภาคใต้  หรือชาวสาวนผลไม้ภาคตะวันออกใส่รองเท้าบู๊ทเวลาทำงาน  จะทำให้ลดอันตรายเสี่ยงต่อการถูกงูกะปะกัดลงได้  แต่ชาวนาซึ่งทำงานในท้องนาที่เป็นน้ำ  และโคลน  การใส่รองเท้าอาจทำงานไม่สะดวก  ควรลดความเสี่ยงโดยวิธีอื่น  เช่น  พยามยามเดินในที่ที่ไม่รก  และเวลาเสร็จงานแล้วเดินทางกลับควรใส่รองเท้าจะช่วยได้บ้าง

 

 

ชมรมเวชศาสตร์การเดินทางและท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
420/6 ถ.ราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทร. 02-354-9100 ต่อ 3034 
Copyright 2010-2017 Thai Society of Travel Medicine